Deprecated: Function eregi_replace() is deprecated in /home/thaiplad/domains/thaipladthin.org/public_html/autopage/admin/module.php on line 183

Deprecated: Function eregi_replace() is deprecated in /home/thaiplad/domains/thaipladthin.org/public_html/autopage/admin/module.php on line 187
ไทยถิ่นพลัด...ไทยพลัดถิ่น
 






บันทึกชีวิตเปลือยเปล่า “ไทยพลัดถิ่น”:
ความเป็นไทยจบลงตรงฝั่งแม่น้ำปากจั่น-ด่านสิงขร ? [1]

ฐิรวุฒิ เสนาคำ [2]




บันทึกเบื้องต้น
บันทึกนี้มุ่งกล่าวถึงชีวิตและการดำรงอยู่ของไทยพลัดถิ่น ไทยพลัดถิ่นที่กล่าวถึง คือคนไทยที่อาศัยและข้ามฟากมาจากดินแดนมะริด-ตะนาวศรี ดินแดนที่ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชาตินิยมระบุว่าคือ “อาณาเขตที่ไทยสูญเสียไป” แดนที่ไทยพลัดถิ่นถือว่า ”เป็นเขตไทยนานมา” ไทยพลัดถิ่นที่บันทึกคือคนไทยหรือสยามปักษ์ใต้ มิใช่ไทยฉาน (Shan) หรือไทยใหญ่ ที่วงวิชาการไทยศึกษาให้ความสนใจค่อนข้างมาก (โปรดดูอาทิ สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์, 2544; พรพิมล ตรีโชติ, 2542; สมิตร ปิติพัฒน์และคณะ, 2545)
แม้จะกล่าวถึงคนที่มาจาก “ดินแดนที่ไทยสูญเสียไป” แต่บันทึกนี้ไม่ต้องการชักชวนหรือสนับสนุนให้ใครเรียกร้องแผ่นดินที่เสียไปกลับคืน เพราะทำเช่นนั้นเท่ากับการเพิ่มความรุนแรงที่มีอยู่มากเกินและเกินพอ
บันทึก “ไทยพลัดถิ่น” คือข้อเขียนเบื้องต้นของการศึกษาความเป็นไทย “ข้ามพรมแดนปากจั่นและด่านสังขร” พรมแดนรัฐ-ชาติที่ขีดแบ่ง “ด้วยหมึกและปากกา” ของฝรั่ง (ไมเคิล ไรท์, 2545: 114-117) บันทึกนี้ถือว่าความเป็นชาติ ความเป็นไทยไม่อาจ “หยุดยั้งตรงเส้นชายแดน” หรือเส้นขีดแบ่งทางภูมิศาสตร์ ไทยพลัดถิ่นคือคนไทย แต่มิได้เป็นไทยบนฝั่งไทยเพราะรัฐไทยและสังคมไทยมองความเป็นไทยไม่เลยพ้น “เส้นชายแดน” หรือกล่องบรรจุทางภูมิศาสตร์รัฐ-ชาติ วัฒนธรรมไทย ชาติพันธุ์ไทยและความเป็นไทย (ถ้ามี) ทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างเลยพ้นและทอดข้ามพรมแดนภูมิศาสตร์ การตัดและขังความชาติและความเป็นไทยบรรจุกล่องและหยุดยั้งตรงเส้นเส้นชายแดน คือ สิ่งที่ถูกผลิตหรือสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา และเป็นมายาคติที่ตกอยู่ภายใต้ “กับดักพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ (the territorial trap)” (John Agnew and Stuart Corbridge, 1995: 78-100) กับดักแห่งแนวคิดที่ถือว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์คือกล่องบรรจุการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม พื้นที่(พรมแดน)ทางภูมิศาสตร์ของรัฐ-ชาติคือกล่องบรรจุชาติ การเป็นพลเมือง การเมือง สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและอำนาจอธิปไตย อันเป็นเครื่องมือและอำนาจที่ทรงพลังของจักรวรรดินิยม ความเป็นไทยที่บรรจุอยู่ภายในกล่องภูมิศาสตร์รูปขวานทองนั้นคับแคบ ผูกขาด และก่อและจะก่อปัญหา ก่อความรุนแรงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

บันทึกไทยพลัดถิ่นบนฝั่งไทยปี 2548
แม้การศึกษาความเป็นไทย กลุ่มชาติพันธุ์ในไทยจะมีไม่น้อย แต่ไทยพลัดถิ่นจากมะริด-ตะนาวศรีแทบจะไม่เป็นที่รู้จัก การไม่มีองค์ความรู้จึงมักทำให้เข้าใจผิดว่า ไทยพลัดถิ่นคือคนไทยที่อพยพจากประเทศไทยไปอยู่แดนไกล ตามรากศัพท์ “คนพลัดถิ่น” หรือ “diaspora” ที่มีมาเนิ่นนานในยุคกรีกก่อนครีสตกาล (โปรดดูการทบทวนแนวคิดคนพลัดถิ่นใน ฐิรวุฒิ เสนาคำ, 2547: 191-286) และทำให้ละเลยกลุ่มคนที่เรียกและถูกเรียกว่า “ไทยพลัดถิ่น” ที่อาศัยและอพยพจากแดนพม่ารามัญตามแผนที่ภูมิศาสตร์สมัยใหม่
นอกจากจะเรียกและถูกเรียกว่าไทยพลัดถิ่น คนกลุ่มนี้ยังใช้ “ไทยเถื่อน” “ไทยไม่ปกติ” “ไทยไม่สมบูรณ์” และ “ไทยไม่ธรรมดา” แทนตน เรียกคนไทยมีบัตรประชาชนว่า “ไทยแท้” “ไทยปกติ” “ไทยสมบูรณ์” และ “ไทยธรรมดา” แต่ไทยเถื่อน/ไทยไม่ปกติ/ไม่สมบูรณ์/ไม่ธรรมดาคือไทยที่เข้าวัดมากและถี่ พูดภาษาใต้ เล่นหนังตะลุง โนรา เพลงบอก ลิเกป่าและทำบุญเดือนสิบดุจไทยธรรมดาปักษ์ใต้ กระนั้นไทยพลัดถิ่นก็มิได้เป็นไทย เพราะไม่มีบัตรประชาชนและไม่มีใครให้บัตรประชาชนและสัญชาติ
ในพม่าไทยพลัดถิ่นถูกเรียกว่า “ฉ่า” (ไทย) “โยเดียฉ่า” (ไทยอยุธยา) หรือ “ฉ่าปะซู” (ไทยแขก) ที่มิใช่และไม่เป็นพม่า ในประเทศไทย “เมืองแม่ พ่อเที่ยงแท้” (“เมืองแม่ พ่อเที่ยงแท้” คือ คำที่ไทยพลัดถิ่นเรียกประเทศไทย ดังปรากฏในเพลง “คอย” ของไทยพลัดถิ่น) เธอและเขาถูกเรียกว่าไทยพลัดถิ่น ที่ไม่ใช่ไทยแท้ และเป็นได้เพียงไทยเถื่อน ไทยไม่ธรรมดาที่มิได้หมายถึงพิเศษหรือยิ่งใหญ่ ในพม่าไทยพลัดถิ่นถูกจัดและปฏิบัติต่อในฐานะพลเมืองชั้นสอง ที่สามารถมีที่ดิน บุกเบิกที่ทำกิน แต่ไม่อาจพิทักษ์ชีวิตและทรัพย์สิน ในเมืองแม่พ่อเที่ยงแท้ไทยพลัดถิ่นถูกจัดและปฏิบัติต่อในฐานะคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เป็น “ไทยเถื่อน” ไม่สามารถครอบครองที่ดิน ไม่สามารถจดทะเบียนสมรส ไม่สามารถเดินทางข้ามจังหวัด ไม่…และไม่…และไม่อีกจิปาถะ ไทยพลัดถิ่นจึงเป็นคนพลัดถิ่นทั้งในและนอกมาตุภูมิ เป็น “ไทยเถื่อน…เถื่อนทั้งสองทาง” ชีวิตจึงต้อง “แอบร้องให้…อาภัพอับโชค…เปลี่ยวเดียวดาย… อ้างว้างดุจไร้แผ่นดิน” (คำว่าเหล่านี้ ผู้เขียนหยิบยืมจากบทเพลง “คนไทย-คนเถื่อน” ของหนูฉิ่ง ศรีสุวรรณ ไทยพลัดถิ่นบ้านแหลมยวน ตำบลสิงขร เขตตะนาวศรี สหภาพพม่า)
ในเขตพม่าไทยพลัดถิ่นตั้งหลักแหล่งบริเวณเกาะสอง (Kawthaung) ลุ่มแม่น้ำลังเคี๊ยะ (Lenya) ลุ่มแม่น้ำตะนาวศรี (Tennasserim) และลุ่มน้ำกระบุรีหรือปากจั่น จากหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ เกือบ 100 แห่ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. ไทยพุทธปักษ์ใต้ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านในและรอบๆ ตำบลสิงขร เช่น สิงขร ทุ่งมะพร้าว ทุ่งมะม่วง วังจำปา วังจระเข้ ยางชุม กระเบื้องถ้วย ทรายขาว แหลมยวน ปากคลอง ทุ่งข่า ห้วยทรายขาว ทุ่งทองหลาง หาดแก้ว ยางขวาง ตลิ่งแดง วังใหญ่ หนองโพง ลำมะเท็งและมูกโพรง ในและรอบๆ ตำบลบกเปี้ยน (Bokpyin) เช่น บกเปี้ยน บกเปี้ยนนอก ลังเคี๊ยะ ทุ่งนาไทร หนองเต่า ทุ่งยาว ในแหลม คลองเพชร ทุ่งกร่ำ นิลขวาง ทุ่งแตง ทุ่งใหญ่ เขาพัง สองแพร่ หินลาย บ้านหลา ทุ่งค้อ ตะเภาสุด บางสมภาร ขี้ไฟ ตลิ่งชัน กะแด ห้างเคียน ทุ่งเห็ด ทุ่งยน ทุ่งสะเม็ด ทุ่งใหญ่ ทุ่งพี หัวช้าง ห้างปรุ กะระธุรี ป่าจาก คลองจระเข้ กระทิง ทองหอย ไร่ใต้ แมะตี บ้านดอน ทุ่งปลีก กะทึ่งและทรายปู และในและรอบๆ ตำบลมะลิวัลย์หรือมะลิยุน เช่น เขาพัง คลองบางช่อน มะลิวัลย์และมะรังหรือหมาราง
2. ไทยมุสลิม ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณด้านตะวันตกของเกาะสองในชุมชนต่างๆ เช่น คลองลามะ เกาะซินตง เจ็ดไม้ แปดไม้ เก้าไม้ สิบไม้ สิบเอ็ดไม้ แหลมแรด หาดยาว บ้านเหนือ ปากคลอง แมะปูเต๊ะ บ้านควน หัวแหลมทราย ช้างพัง อ่าวจีน อ่าวจากนอก อ่าวจากใน อ่าวใบ บ้านทร หาดทรายแดง อ่าวใหญ่ เกาะหลา คลองหม้อขาว คลองหลา แหลมบ้า อ่าวบ้า แหลมสระ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มไทยมุสลิมที่พูดภาษาไทยปักษ์ใต้ และมีเครือญาติที่สัมพันธ์กับคนฝั่งไทย เช่น ตะกั่วป่าและบางกล้วย จังหวัดระนอง
3. ไทยอีสาน อาศัยอยู่ในเขตตำบลคลองใหญ่ (เหนือตำบลสิงขร) บ. ธรรมบุตรระบุว่า คนอีสานอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน “ท่าตะเยี๊ยะ” เป็นกลุ่มคนที่อพยพจากภาคอีสานเข้าไปตั้งหลักแหล่งเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ปัจจุบันมีประมาณ 500 คน ข้อมูลจาการสัมภาษณ์ผู้ที่สืบเชื้อสายจากบ้านคลองใหญ่ ระบุว่าชุมชนคลองใหญ่เป็นไทยที่พูดภาษาอีสาน อพยพจากอุดรธานีและเพชรบุรีเข้าไปทำมาหากินในตำบลคลองใหญ่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม จากแผนที่ที่จัดทำโดยฝรั่งชี้ว่าตำบลคลองใหญ่เป็นที่ตั้งหลักแหล่งของสยามอพยพมาก่อนปี ค.ศ. 1854 คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สืบทอดวัฒนธรรมจากอีสาน เช่น การทำประเพณีบุญบั้งไฟ และเลี้ยงปู่ตาหรือผีประจำหมู่บ้าน (บ. ธรรมบุตร, 2547: 100)
ก่อนปี 2530 กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตบริเวณเกาะสอง ลุ่มแม่น้ำลังเคี๊ยะ ตะนาวศรีและลุ่มน้ำกระบุรี มีประมาณ 41, 258 คน แยกเป็นไทยมุสลิมประมาณ 18,280 คน ไทยพุทธ 22, 978 คน แต่ปัจจุบันบางส่วนได้อพยพกลับเข้าตั้งหลักแหล่งในฝั่งไทยและกลายเป็นคนไทยพลัดถิ่นในฝั่งไทย (ตัวเลขที่ผู้เขียนประเมินนี้ ไม่รวมคนไทยในมะริด และสะเทิมที่เอกสารฝรั่งที่จะกล่าวถึงถัดไประบุว่ามีประมาณ 19,000 คนในปี ค.ศ. 1901) ไทยพลัดถิ่นในไทยกระจายอยู่ตามเขตเมืองและชนบทของจังหวัดตาก ระนอง ชุมพร พังงา และประจวบคีรีขันธ์ ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 ให้สัญชาติไทยกับไทยพลัดถิ่นโดยการแปลงสัญชาติจำนวน 7,849 คน ไทยพลัดถิ่นจำนวน 2,000 คนกำลังยื่นคำร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยพิจารณา ที่เหลืออีก 5,000 คนยังมิได้ยื่นคำร้อง กล่าวโดยสรุป ในช่วงปี 2540 มีไทยพลัดถิ่นในไทยอย่างน้อย 14,849 คน ในจำนวนนี้มีคนไทยพลัดถิ่น 7, 000 คน และไทยพลัดถิ่นที่ได้รับการแปลงสัญชาติเพื่อรอความเป็นไทยธรรมดาในอีก 25 ปีข้างหน้าจำนวน 7,849 คน
กลางปี 2545 เครือข่ายไทยพลัดถิ่นสำรวจไทยพลัดถิ่นในเขตจังหวัดระนองและอำเภอท่าแซะจังหวัดชุมพร พบไทยพลัดถิ่นจำนวน 4, 740 คน อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสุขสำราญ 370 คน กะเปอร์ 590 คน ละอุ่น 480 คน กระบุรี 1,350 คน อำเภอเมืองระนอง 1,350 คน อำเภอท่าแซะจังหวัดชุมพร 600 คน ตัวเลขนี้ไม่รวมไทยพลัดถิ่นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 1,000 ครอบครัวหรือประมาณไม่น้อยกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณด่านสิงขร อำเภอเมือง อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพานและอำเภอบางสะพานน้อย และไทยพลัดถิ่นในจังหวัดพังงาและจังหวัดตาก ที่ยังไม่มีข้อมูลบันทึก

บันทึกมะริด-ตะนาวศรี
ตะนาวศรีปรากฏตัวและมีฐานะเป็นอาณาจักรอิสระมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 735 ก่อนการเกิดอาณาจักรพะโค เมาะตะมะ อังวะและอยุธยา แต่ด้วยการเขียนประวัติศาสตร์แบบมีศูนย์กลางและชายขอบ ตะนาวศรีและมะริดจึงไม่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์พม่าและสยามมากไปกว่า “ดินแดนแห่งการสู้รบและแย่งชิง” (Sunait Chutintaranond, 2002: 12, 17-18)
หลังโปรตุเกสยึดครองมะละกาต้นครีสตศตวรรษที่ 16 มะริด-ตะนาวศรีกลายเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การค้าของยุโรปกับเอเชีย และเป็นจุดที่พ่อค้าและนักการทูตที่เดินทางเข้ามาในอาณาจักรสยามตั้งแต่สมัยพระนารายณ์เรื่อยมาบันทึกถึง อาทิ อเล็กชานเดอร์ แฮมิลตันบันทึกว่า “กลางศตวรรษที่ 17 กองทัพสยามได้บุกเขตอำนาจอาณาจักรหงสาวดี ยึดครองดินแดนทั้งหมดที่อยู่ใต้เมาะตะมะลงไป” มะริดเป็นสมบัติของ “กษัตริย์สยาม” (Smithies, 1997: 16, 42.) นิโคลาส แซร์แวสระบุว่า สยามสมัยพระนารายณ์มีอาณาเขตแผ่ถึงปัตตานี ลาว ภูเขียว เขมร อังวะ พะโค และรวมมะละกาทั้งหมด มีเมืองท่าสำคัญคือมะริดและภูเก็ต มะริดเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยที่สุดในบรรดาเมืองท่าตะวันออก สยามประกอบด้วยจังหวัดสำคัญคือ พิษณุโลก ตะนาวศรี กรุงเทพฯ และเพชรบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่และมีประชากรมากที่สุดในอาณาจักร ชาวสยามทำสงครามยาวนานกับกรุงอังวะเพื่อยึดตะนาวศรี อันเป็นเมืองที่มีชื่อด้านความเก่าแก่และเป็นที่รู้จักทั่วไปของนักเดินเรือ (Gervaise, 1998: 7, 15, 40, 58)
ความตามบันทึกการเดินทางของอับเบ เดอ ซัวซี ที่เข้ามาอยุธยาสมัยพระนารายณ์ระบุว่า สยามประกอบด้วยจังหวัด “ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ พิษณุโลก เพชรบุรี พิชัย กำแพงเพชร ราชบุรี ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช กาญจนบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ แต่ละจังหวัดมีผู้ปกครองของตนเอง” สยามคือที่รวมความหลากหลายของชาติ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน พะโค ลาว มาเลย์ มอญหรือเตลง เขมร อาณาจักรสยามทำสงครามกับเพื่อนบ้านมายาวนาน เพื่อแย่งชิงและกวาดต้อนผู้คนเข้าอาณาจักร คนสยามเกือบครึ่งเป็นคน “พะโค” สมัยพระนารายณ์สยามและลาวทำสงครามกันหลายหน สยามนำทาสชาวลาวมาอาณาจักรกว่า 3,000 คน กษัตริย์สยามพระราชทาน “ที่ดินกับพวกเขาเพื่อเพาะปลูก” มะริด-ตะนาวศรีเป็นเมืองที่กษัตริย์สยามตั้งป้อมปราการ คนในมะริด “ทั้งหมดเป็นทาส ต้องทำงานรับใช้กษัตริย์” ตะนาวศรีเป็นแหล่งปลูกข้าวและไม้ผล เป็นเมืองที่มีความยาวประมาณ 28 กิโลเมตร ขึ้นไปตามแม่น้ำ ใกล้ปากน้ำมีเกาะชื่อมะริด (Choisy, 1993: 186, 213, 223, 232- 237)

บันทึกคนไทยในมะริด-ตะนาวศรี
เอกสารต่างชาตินับแต่สมัยพระนารายณ์ลงมา ให้ความสำคัญกับมะริด-ตะนาวศรีในฐานะเมืองท่าการค้าและการสู้รบช่วงชิง เช่น เอกสารบริษัทอินเดียตะวันออกที่ทำการค้ากับอยุธยาระบุว่า คนในมะริดเป็นคนพื้นเมือง ในปี พ.ศ. 2230 บริษัทอังกฤษได้นำเรือรบกูร์ตานาและเรือรบเจมส์เข้าไปยึดเกาะมะริด หลังยึดเกาะมะริดกัปตันวอลเดนทำสัญญาสงบศึกกับคนในมะริดเป็นเวลา 40 วัน เพื่อรอคำตอบจากอยุธยา แต่เมื่อ “ล่วงพ้นไปเพียง 14 วัน พวกชาวพื้นเมืองก็ทำลายการสงบศึก ก่อการกบฏ” เข้าจู่โจมคนอังกฤษ ฆ่าฟันให้ล้มตาย “อย่างทรยศหักหลังและปราศจากมนุษยธรรม” (กรมศิลปากร, 2525: 269-270) ประมาณว่า คนอังกฤษกว่า 50 คนถูกฆ่าบนเกาะและอีก 200 คนถูกจับกุมที่อยุธยา
อย่างไรก็ตาม นิโคลาส แซร์แวสบันทึกว่าตะนาวศรีเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของเชื้อชาติ-เผ่าพันธุ์-ความคิดอ่าน (cosmopolitan) คนส่วนใหญ่ “แทบจะเป็นคนต่างประเทศ” (Gervaise, 1998: 40) คณะราชฑูตจากเปอร์เชียระบุต่างไปและบรรยายว่าเมื่อคณะราชฑูตไปถึงเมืองมะริดในปี พ. ศ. 2228 ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี “พอชาวเมืองได้ยินเสียงปืนใหญ่ที่เรายิงเพื่อแจ้งการมาเยือน…ก็ออกมานำร่องพาเรือ…เข้าเทียบท่า” ต่อมา “ชาวเมือง ข้าหลวงและนายท่ารวมทั้งข้าราชการชาวสยามก็ขึ้นมาบนเรือ พอเห็นพระราชสาสน์ของพวกเราก็ก้มลงกราบ” ชาวเมือง “ประโคมมโหรีต้อนรับแขก” รุ่งเช้าท่านหัจญีสะลิมราชฑูตฝ่ายไทยมาเยี่ยมท่านราชทูต พร้อมแจ้งว่ามะริดไม่มีตลาดย่อยและขอให้เขาได้รับหน้าที่ในการดูแลเรื่องอาหารและการต้อนรับ หัจญีสะลิม “จัดอาหารให้เราวันละห้าสิบสำรับและมอบคนใช้ชาวสยามให้เราห้าสิบคน…ตะนาวศรีเป็นเมืองอุดมสมบูรณ์ มีพลเมืองประมาณห้าหกพันครัว เป็นชาวสยาม” (คณะราชฑูตเปอร์เชีย, 2545: 16-18)
บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยให้ทัศนะว่า “เมืองตะนาวศรีเมืองทวายเป็นเมืองขึ้นของไทยมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พม่าชิงเอาไปเสียเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้กรุงศรีอยุธยา” “เมืองทวาย…ไพร่บ้านพลเมืองเป็นทวายชาติหนึ่งต่างหาก…เมืองตะนาวศรี ซึ่งอยู่ใต้เมืองทวายลงมาต่อกับเมืองชุมพร…ไพร่บ้านพลเมืองมีทั้งพวกเม็งและไทยปะปนกัน” “ผู้คนเมืองมะริด…ที่จริงเคยไปมาหาญาติพี่น้องที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยาเสมอมา” (ดำรงราชานุภาพ, 2545ก: 150, 692)
งานไทยศึกษาสมัยใหม่แทบไม่ให้ความสำคัญกับคนไทยปักษ์ใต้ในพม่าโดยเฉพาะ แต่หากนำ ข้อมูลจากหนังสือท่องเที่ยว เอกสารการสำรวจ งานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอื่นมาประกอบกันก็พอเห็นเค้าร่างคนไทยปักษ์ใต้ในพม่า ในบทความที่อ้างถึง แม้สุเนตรจะมิได้กล่าวถึงคนไทยปักษ์ไต้ในพม่า แต่ในแผนที่มะริด-ตะนาวศรีที่ตีพิมพ์ที่เมดราสเมื่อ พ.ศ. 2388 ได้ระบุตำแหน่ง “ผู้อพยพสยาม (Siamese Emigrants)” ไว้ 2 แห่ง คือ ที่ราบด้านตะวันออกเฉียงเหนือและเฉียงใต้ของเมืองตะนาวศรี ใกล้กับบริเวณที่เป็นตำบลสิงขรในเขตพม่า (Sunait Chutintaranond, 2002: 17) แน่นอนแผนที่มิอาจบอกจำนวนและสาเหตุการอพยพ วิถีชีวิตและจำนวนคนไทยในมะริดและตะนาวศรี แต่อย่างน้อยที่สุดก็บอกตำแหน่งแห่งที่ผู้อพยพสยามในแผ่นดินพม่าตามแผนที่สมัยใหม่
วอลเทอร์ จี. ไวท์ บันทึกมะริดและตะนาวศรีว่าเป็นดินแดนที่ข้าราชการยุคอาณานิคมอังกฤษไม่อยากไป แต่พื้นที่ดังกล่าวน่าสนใจ เพราะเป็นจุดที่ความเป็นพม่า มาเลย์และไทยมาบรรจบกัน “พื้นที่ใต้มะริดลงไป คนพม่าถูกแทนที่ด้วยคนสยามและมาเลย์” ใต้ตะนาวศรี “ผู้คนใช้ภาษามาเลย์มากกว่าพม่า” แต่ภาษามาเลย์คือภาษาที่พูดโดยสยามมุสลิมและสยามปักษ์ใต้ ในอดีตมะริดเป็นสมบัติของสยามและยังคงความเป็นสยามให้ประจักษ์ เช่น เจดีย์ของชาวสยาม ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมต่างจากสิ่งก่อสร้างของพม่า มะริดต้นครีสตศตวรรษที่ 20 มีประชากรเบาบาง บ้านในมะริดส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ มุงจาก เลยตัวบ้านขึ้นไปเป็นสวนมะพร้าว ที่มีอยู่มาก มากจนทำให้ภาพปรากฏของเมืองมะริดคล้ายดงมะพร้าว (White, 1997: 27, 34-35)
เซอร์ เจมส์ สกอตต์กล่าวว่า ตะนาวศรีคือพื้นที่แคบๆ ที่ทอดอยู่ระหว่างอ่าวเบงกอลกับสันเขาตะนาวศรีที่แยกพม่าออกจากไทย ในประวัติศาสตร์ มะริด ตะนาวศรี เมาะตะมะและทวายคือพื้นที่แย่งชิงกันยาวนานระหว่างกษัตริย์พม่ากับสยาม แต่จบลงเมื่ออังกฤษยึดพม่า เขตตะนาวศรีภายใต้จักรวรรดิอังกฤษประกอบด้วยอำเภอมะริด ทวายและบางส่วนของอัมเฮิสต์หรือไจ๊กามิ (Kyaikkami) ประชากรส่วนใหญ่เป็นมอญ พม่า กะเหรี่ยงและฉาน อีกจำนวนไม่น้อยเป็นชาวสยาม เขตตะนาวศรีปี พ.ศ. 2464 มีประชากรประมาณ 1, 612, 296 คน ประมาณ “19,631 คนพูดภาษาสยาม” ชาวสยาม “ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอทวาย อัมเฮิสต์และมะริด” (Scott, 1999: 115)
มอริค คอลลีสข้าราชการจักรวรรดิอังกฤษประจำเมืองมะริดเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ระบุว่ามะริดต้นศตวรรษที่ 20 ไม่ต่างไปจากเมื่อศตวรรษที่ 17 ต้นศตวรรษที่ 20 มะริดมีประชากรประมาณ 20,000 คน ประกอบด้วยพม่า สยาม มาเลย์ จีนและอินเดีย แต่แต่งกายและพูดภาษาพม่า มะริดเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ เป็นเมืองที่แชมมูแอล ไวท์ ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นนายท่าดูแลผลประโยชน์ทั้งหมดของกษัตริย์สยาม ไวท์มีเชื้อสายกรีก เป็นพนักงานของบริษัทอินเดียตะวันออก เดินทางจากอังกฤษผ่านเมืองท่าเมดราสของอินเดียมาถึงมะริดเมื่อปี พ.ศ. 2220 ในช่วงที่ไวท์มาถึงเมืองมะริดเนืองแน่นด้วยคนหลากเชื้อชาติ ทั้งพม่า สยาม จีน อินเดีย มาเลย์และยุโรป แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของสยาม แต่ชนชั้นล่างของเมืองมะริดคือพม่ามะริดเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญ แต่คนที่มีบทบาทด้านการค้าคือชาวฮินดู อิสลามและจีน (Collis, 1996: 17, 36)
ไวท์มามะริดเพื่อเดินทางต่อไปอยุธยา ตามเส้นทางมะริด บ้านตองบยอ (Tonbyaw) หรือมอตอง (Mawton) ตะนาวศรี สิงขร จาลิงคะ (Jalinga) หรือกะไลไก แล้วข้ามช่องเขาสู่เมืองกุย เมืองปราณ เพชรบุรีเพื่อต่อไปยังอยุธยา คอลลีสเดินทางตามเส้นทางของไวท์ และบันทึกว่าบนสองฟากแม่น้ำระหว่างทางจากมะริดถึงตะนาวศรีประกอบด้วยป่าโกงกาง ทุ่งข้าวสลับกับหมู่บ้านที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ปกครองพม่าได้ขุดค้นโบราณคดียุคศตวรรษที่ 6 ถึง 18 พบหลักฐานที่ระบุว่าหมู่บ้านดังกล่าวหลายแห่งคือหมู่บ้านชาวสยาม ครึ่งทางระหว่างมะริดกับตะนาวศรีมีชุมชนตองบยอ เป็นชุมชนมุสลิม จากตองบยอริมฝั่งแม่น้ำเป็นป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่า จากนั้นก็เข้าสู่เมืองตะนาวศรี ตะนาวศรีเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตรงจุดแม่น้ำตะนาวศรีใหญ่และตะนาวศรีน้อยมาบรรจบกัน จากตะนาวศรีเพื่อต่อไปยังเมืองสงขรต้องใช้เรือเล็ก เส้นทางค่อนข้างลำบากเพราะน้ำไหลเชี่ยวและแก่งมาก จากเมืองตะนาวศรีถึงกะไลไกระยะทางราว 40 ไมล์ จากกะไลไกการเดินทางทางน้ำไม่อาจทำได้ สิ้นค้าหรือผู้โดยสารต้องขึ้นบก อาศัยเกวียนและลูกหาบตามเส้นทางอันขรุขระกว่า 10 ไมล์กว่าจะถึงช่องเขาเพื่อข้ามไปเมืองกุย ปราณ เพชรบุรี และต่อไปยังอยุธยา (Collis, 1996: 42-45)
เฮส. วาร์ริงตัน สมิท บันทึกการเดินทางข้ามพรมแดนสยามจากราชบุรีไปตะนาวศรีและข้ามกลับฝั่งสยามอีกครั้งที่เกาะภูเก็ตว่า มะริดเป็นของสยามมากว่า 4 ศตวรรษก่อนตกเป็นของพม่า ตะนาวศรีคนสยามเรียกตะนาว เมืองนี้คือจุดเชื่อมต่อการค้าของสยาม แต่ในช่วงสงครามอังกฤษกับพม่าปี พ. ศ. 2367 มะริดตกอยู่ในมือของอังกฤษ พร้อมกับเมืองทวาย เย และตะนาวศรี ช่วงยึดครอง อังกฤษพยายามฟื้นมะริดให้กลายเป็นเมืองท่าการค้าสำคัญเยื่องอดีต แต่ไม่สำเร็จ แม้จะตกเป็นของพม่าและอังกฤษ มะริดยังมีความเป็นสยามและเห็นได้ชัดจากสถาปัตยกรรมวัด สมิทมิได้บันทึกจำนวนสยามในมะริด แต่ทั้งเขาและเพื่อนร่วมทางได้พบกับสาวสยามในมะริดที่ ”ไว้” ฟันขาว
อยู่ตะนาวศรี-มะริดไม่กี่วัน สมิทและเพื่อนร่วมทางก็ไปภูเก็ต ภูเก็ตเป็นพื้นที่แห่งการช่วงชิงระหว่างพม่ากับสยาม แต่ท้ายสุดตกเป็นของสยาม ขากลับสมิทเดินทางไประนองและแม่น้ำปากจั่น พร้อมบันทึกว่าเมืองระนองมีประชากรราว 7, 000 คน ประกอบด้วยสยามและมาเลย์ คนระนองยากจน จากนั้น สมิทและเพื่อนมุ่งสู่แม่น้ำปากจั่น ปากจั่นที่เขาเห็นมิได้เป็น “รอยแยก” หรือ “เส้นแบ่ง” ความเป็นสยามกับพม่า ตรงข้ามอำเภอกระบุรีคือตำบลมะลิวัลย์ในพม่า แม้พม่ากับไทยจะเป็นศัตรูกันมาเนิ่นนาน แต่คนฝั่งมะลิวัลย์กับคนเมืองกระหรือปากจั่น “สนทนากันข้ามกระแสน้ำ” (Smith, 1994: 311-312)
ในบทความที่มุ่งตอบคำถาม “ด่านสิงขรอยู่ที่ไหนกันแน่?” แพง เพชรพันกะรัต บันทึกว่า คนไทยอยู่ในเขตสิงขรของพม่า เรียกไทยสิงขรหรือคนสิงขร “คนเหล่านี้เป็นคนเชื้อชาติไทย…เป็นคนไทยติดแผ่นดินอยู่ในประเทศพม่า ครั้งมีการปักปันเขตแดนกันใหม่เมื่อปี พ. ศ. 2411 จึงต้องกลายเป็นพลเมืองของพม่าไป แต่ยังคงไปมาหาสู่เดินทางมาเยี่ยมญาติในเมืองประจวบ ฯ หรือไปมาค้าขายกับไทยอยู่เสมอ เมื่อมีภัยก็อพยพมาอยู่เมืองไทย…เมืองสิงขร…เป็นชุมชนไทยในพม่าที่ใหญ่ที่สุด ในบรรดาชุมชนไทยติดแผ่นดินทั้ง 5 ตำบล” (แพง เพชรพันกะรัต, 2545: 119) ของอำเภอตะนาวศรี
ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ของสหรัฐอเมริกาบันทึกไว้เมื่อต้นปี พ.ศ. 2509 ว่า พรมแดนที่แบ่งไทย-พม่าจากเหนือจดใต้มีความยาวประมาณ 1,118 ไมล์ ยึดเอาล่องน้ำและสันเขาเป็นตัวแบ่ง เส้นพรมแดนจึงตัดแยกกลุ่มคนและเครือญาติ คนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่สองฝั่งของพรมแดนด้านเหนือสุดที่ติดกับลาวคือ คนไทย ฉานหรือไทยใหญ่ พรมแดนต่ำถัดลงมาเป็นที่อยู่อาศัยของคนกะเหรี่ยง พื้นที่บริเวณชายแดนทางตอนใต้ คนสยามและพม่าอยู่ปนกันในฝั่งพม่า พรมแดนใต้สุดนับจากชุมชนบ้านมะรังลงไปจนถึงเกาะสอง คือที่อยู่ของคนสยาม “คนสยามตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่ราบทั้งสองฝั่งฟากของแม่น้ำปากจั่น” (The Geographer Office of the Geographer Bureau of Intelligence and Research, 1966: 5)
เมื่อครั้งเดินทางเที่ยวพม่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพบันทึกว่า มีไทยที่อยู่ในพม่ามาหา ชื่อ นายไพ บอกว่าเป็นลูกของ “ยาเลสุข” นายสุขเป็นชาวเมืองหลังสวน เมื่อยังหนุ่มชัดเซพเนจรไปอยู่เมืองระนอง แล้วข้ามแม่น้ำปากจั่นไปรับจ้างอังกฤษเป็นโปลิศไปทำความดีมีความชอบได้เป็นนายสิบ ต่อมาได้เลื่อนยศขึ้นไปจนเป็นจ่านายสิบหัวหน้าตำรวจเมืองมะลิวัลย์ พม่าเรียกว่ายาเล เมื่อ พ.ศ. 2423 “ได้แวะไปดูเมืองมะลิวัลย์ นายอำเภออังกฤษให้โปลิศตั้งแถวรับ…นายสุขเป็นคนคุมแถว ฉันไม่รู้ว่าเป็นไทยจนพระยาดำรงสุจริต…เมื่อยังเป็นพระยาระนอง บอกว่านายโปลิศคนนั้นเป็นไทยชาวเมืองหลังสวน ชื่อ สุข”
ครั้นเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จข้ามแหลมมลายูโดยทางบกไปถึงท่าเรือที่ปากจั่น “ฉันแลข้ามฟากไปทางแดนอังกฤษ เห็นตามบ้านเรือนของราษฎรขึงผ้าแดงแต่งใบไม้ตั้งเครื่องบูชาโดยมาก ประหลาดใจ เมื่อตามเสด็จลงมาทางเรือก็เห็นบ้านเรือนทางแดนอังกฤษแต่งเครื่องบูชารับเสด็จเหมือนอย่างนั้นเนื่องกันมา ฉันถามพระยาระนองว่า…เหตุใดราษฎรทางแดนอังกฤษจึงแต่งบ้านรับเสด็จด้วย พระยาระนองบอกว่าคนฝั่งโน้นเป็นไทยมีมาก”
ในคราวเสด็จประทับอยู่ ณ เมืองระนอง “นายยาเลสุขแต่งตัวอย่างนายโปลิศอังกฤษมาหาฉัน…ฉันถามถึงเรื่องที่ราษฎรทางแดนอังกฤษแต่งบ้านเรือนรับเสด็จ นายยาเลสุขตอบว่า แม้ไทยที่ไปอยู่ในแดนฝรั่งก็ยังเป็นไทย เป็นข้าของพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน” ตั้งแต่นั้น “ฉันไม่ได้พบนายยาเลสุขอีก” จนถึงรัชกาลที่ 6 “เมื่อฉันไปอยู่วังวรดิศแล้วนายยาเลสุขเข้าไปกรุงเทพฯ แวะไปหาฉัน บอกว่ารับราชการอยู่กับอังกฤษจนอายุถึงอัตรา ก็ลาออกรับเบี้ยบำนาญ แล้วกลับมาอยู่เมืองหลังสวนอย่างเดิม” (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2545: 424-426)
อย่างไรก็ตาม งานสำคัญที่ให้รายละเอียดคนไทยในมะริด-ตะนาวศรี คือ Imperial Gazetteer of India และงานของ บ. ธรรมบุตร Imperial Gazetteer of India ซึ่งผู้เขียนขอเรียกย่อว่าหนังสือราชกิจ มีทั้งหมด 25 เล่ม เล่มสุดท้ายคือดัชนีค้นคำ จัดทำคล้ายสารานุกรมความรู้เกี่ยวกับอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งรวมพม่าในฐานะจังหวัดหนึ่งของอินเดีย ราชกิจจัดทำโดยข้าราชการและนักวิชาการเจ้าอาณานิคม เมื่อปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20
ราชกิจแยกคนไทยในพม่าเป็น 2 กลุ่มคือ “Shan” และ “Siamese” กลุ่มแรกคือกลุ่มไทยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในรัฐฉาน กลุ่มหลังคือ “คนสยาม” ที่อาศัยอยู่ในเขตตะนาวศรี ตะนาวศรีในช่วงที่จัดทำหนังสือราชกิจ มีฐานะเป็นเขตการปกครอง ประกอบด้วย 6 อำเภอ คือ ตองอู สาลวิน สะเทิม อัมเฮิสต์ ทวายและมะริดและมีเมืองเมาะลำเลิงเป็นศูนย์กลางเขต มีประชากรเมื่อปี พ. ศ. 2444 ประมาณ 1,159,558 คน แยกเป็นพม่า 459,637 คนกะเหรี่ยง 297,084 มอญ 208,694 ฉานประมาณ 18,591 คน ส่วนคนสยามอาศัยอยู่บริเวณพรมแดนทางตอนใต้ของพม่า (Imperial Gazetteer of India, Vol. 23: 278-279)
ตะนาวศรีเป็นเมืองท่าสำคัญของสยามมานับร้อยปี บ้านตะนาวศรียังคงทิ้งให้เห็นรอยจารึกเมืองเก่า ซึ่งมีกำแพงล้อมรอบ มีพื้นที่รวมประมาณ 4 ตารางไมล์ ตรงใจกลางเป็นที่ตั้งของเจดีย์และเสาหลักเมืองอันบ่งบอกถึงความเป็นสยาม ผู้ก่อตั้งเมืองนี้ในปี พ.ศ. 1916 และถูกพม่ายึดครองในสมัยพระเจ้าอลองพยา เมื่อปี พ.ศ. 2302 (Imperial Gazetteer of India , Vol. 23: 279-280)
มะริดเป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของพม่า มีเนื้อที่รวม 9,798 ตารางไมล์ ส่วนเหนือของมะริดคือที่ราบลุ่มน้ำตะนาวศรี มีความอุดมสมบูรณ์สูง เป็นพื้นที่เพาะปลูกสำคัญของอำเภอ มีแม่น้ำสำคัญคือนาวศรีใหญ่ ตะนาวศรีน้อย ลังเคี๊ยะและปากจั่น บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นเทือกเขาเตี้ยๆ สลับป่าชายเลน มะริดประกอบด้วยเกาะต่างๆ ประมาณ 804 เกาะ อำเภอมะริดมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชากรปี พ. ศ. 2444 ประมาณ 88,744 คน เฉพาะในตำบลมะริดเท่านั้นที่พูดภาษาพม่า แต่การพูดพม่าก็มิได้เป็นพม่าเสมอไป เพราะคนในตำบลมะริดที่มี “รากเหง้า” เป็น “สยามบริสุทธิ (pure Siamese)” ก็เรียกตัวเองว่าพม่า ภาษาที่คนเหล่านี้พูดเป็นภาษาที่พม่าแท้เข้าใจยาก เพราะปนสำนวนและคำสยามบางคำ โดยเฉพาะการใช้กริยาผสม ด้านใต้ของอำเภอมะริดภาษาพม่าแทบจะหายไปโดยสมบูรณ์ ภาษาที่พูดคือสยาม มาเลย์และจีน ในตัวอำเภอมะริดปี พ. ศ. 2444 มีชาวสยามประมาณ 9,000 คน และคนอีกจำนวนไม่น้อยเป็นพวกบาบาหรือลูกครึ่งจีน (Imperial Gazetteer of India, Vol. 17: 293-299) ประชากร 2 ใน 3 ดำรงชีพด้วยการเกษตร คนสยามส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรมและส่วนน้อยทำเหมือง กะเหรี่ยงทำการเกษตรดุจชาวสยาม ชาวสยามที่ปากจั่นและที่อื่นของอำเภอทำการเกษตรโดยใช้แรงงานควาย ปลูกข้าวประมาณ 3 ใน 4 ของพื้นที่เพาะปลูก ประมาณร้อยละ 7 ของพื้นที่เพาะปลูกปลูกปาล์ม เพื่อผลิตน้ำตาลและใช้ใบมุงหลังคาและทำผนังบ้าน ร้อยละ 18 ของพื้นที่เพาะปลูกเป็นสวนไม้ผล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนหมากและทุเรียน เหมืองดีบุกทำที่มะลิวัลย์และกะระธุรี การทำเหมืองใช้วิธีแบบจีน ใช้แรงงานกุลีจีนและอินเดีย ชาวสยามที่ทำเหมืองมีน้อย (Imperial Gazetteer of India, Vol. 17: 299-303)
มะริดต้นศตวรรษที่ 20 แบ่งเป็น 5 ตำบล คือ มะริด ปะลอ ตะนาวศรี บกเปี้ยนและมะลิวัลย์ สองตำบลหลังมีประชากรสยามอาศัยอยู่มากกว่าตำบลอื่น บกเปี้ยนมีพื้นที่ประมาณ 2,103 ตารางไมล์ อยู่ติดทะเลฝั่งอันดามัน ปี พ. ศ. 2444 มีประชากรราว 7,255 คน ร้อยละ 18 พูดภาษาพม่า ร้อยละ 9 พูดกะเหรี่ยง ร้อยละ 53 พูดภาษาสยาม ร้อยละ 20 พูดมาเลย์ ชาวมาเลย์และพม่าอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล สยามอาศัยอยู่บนแผ่นดินที่ห่างทะเลออกไปและตามแหล่งที่มีสายน้ำ กะเหรี่ยงอาศัยอยู่บนเขา ตำบลบกเปี้ยนมีหมู่บ้านและคุ้มบ้านประมาณ 63 แห่ง ศูนย์กลางของตำบล คือ บกเปี้ยนนอก (Imperial Gazetteer of India, Vol. 8: 263)
ตำบลมะลิวัลย์อยู่ใต้สุดของอำเภอมะริดและติดกับฝั่งไทย มีพื้นที่ประมาณ 989 ตารางไมล์ เดิมศูนย์กลางของตำบลอยู่ที่มะลิวัลย์ ปี พ. ศ. 2434 ย้ายไปที่เกาะสอง เพราะมะลิวัลย์กลายเป็นที่ทำเหมือง ตำบลมะลิวัลย์ในปี พ. ศ. 2434 มีประชากรประมาณ 7, 719 คน ประกอบด้วยชาวสยาม ที่ทำมาหากินและตั้งหลักแหล่งบริเวณที่ราบทุ่งข้าวฝั่งแม่น้ำปากจั่น คนจีนทำงานในเหมือง ชาวมาเลย์อยู่ตามชายฝั่ง คนพม่าแทบหาไม่พบ เว้นเฉพาะข้าราชการและครอบครัว ไม่กี่คน (Imperial Gazetteer of India, Vol. 17: 90-91)
ตำบลตะนาวศรี อยู่ตะวันออกสุดของอำเภอมะริด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา และมีพื้นที่ราบบริเวณลุ่มน้ำตะนาวศรีใหญ่และน้อย ประชากรปี พ. ศ. 2434 มีประมาณ 8,389 คน และเพิ่มเป็น 10,712 คนในปี พ. ศ. 2444 ในจำนวนนี้ร้อยละ 43 พูดภาษาพม่า ร้อยละ 40 พูดภาษาสยาม (Imperial Gazetteer of India, Vol. 17: 298)
สะเทิมเป็นอีกอำเภอที่มีประชากรสยามอยู่อาศัย อยู่ติดกับทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำสาลวิน ครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเก่าแก่ในพม่าคืออาณาจักรมอญหรือรามัญเทศะ มีเมืองสำคัญคือเมาะตะมะ เป็นเมืองที่มีประวัติการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ. ศ. 1185 สะเทิมภายใต้การปกครองของอังกฤษมีฐานะเป็นอำเภอ มีประชากร 343,510 คนในปี พ. ศ. 2444 ประชากรเหล่านี้กระจายอยู่ใน 1,173 หมู่บ้าน ประกอบด้วยกะเหรี่ยงประมาณ 124,800 คน พม่า 73,400 มอญ 74,600 ชาวจีนประมาณ 3,000 คน และชาวสยามประมาณ 10,000 คน (Imperial Gazetteer of India, Vol. 23: 330-334)
หนังสือราชกิจ ระบุว่าชาวสยามกระจายเป็นคนส่วนน้อยในอำเภออื่นของเขตตะนาวศรี เช่น ในอำเภออัมเฮิสต์และทวาย อัมเฮิสต์มีประชากร 300,173 คนในปี พ. ศ. 2444 ประกอบด้วยมอญ กะเหรี่ยง พม่า อินเดีย จีน ฉานและสยามตั้งนิคมขนาดเล็กของตนเองในอัมเฮิสต์ (Imperial Gazetteer of India, Vol. 5: 297) ทวายปี พ. ศ. 2444 มีประชากรประมาณ 109,979 อาศัยอยู่ใน 322 หมู่บ้านในเขต 4 ตำบล ในจำนวนนี้ มีเพียง 200 คนเท่านั้นที่แสดงตนว่าเป็นคนสยาม แต่แน่นอนมีคนในทวายจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนสยามมาก่อน (Imperial Gazetteer of India, Vol. 23: 262)
หนังสือของ บ. ธรรมบุตรหรือทองใบ แท่นมณี มีความยาว 130 หน้าเศษ เขียนในรูปของจดหมายถึงลูก 8 ฉบับ อิงอยู่กับการศึกษาค้นคว้าเอกสารและการเดินทางเข้าไปสัมผัสกับคนในตะนาวศรีและสิงขร ประมาณ 15 วัน ในหนังสือมิได้แสดงแน่ชัดว่าผู้เขียนเดินทางเข้าไปเมื่อใด แต่จากการสอบถามไทยพลัดถิ่นที่ด่านสิงขรระบุว่า บ. ธรรมบุตรเดินทางเข้าเขตพม่าหลังปี 2530
ในจดหมายถึงลูก บ. ธรรมบุตร กล่าวว่า “พ่อคิดว่าพ่อเป็นคนไทยคนแรกที่มีโอกาสสัมผัสคนไทยในเมืองตะนาวศรี” (บ. ธรรมบุตร, 2547: 1) อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผู้เขียน บ. ธรรมบุตรมิได้เป็นเพียงนักวิชาการคนแรกที่เข้าไปสัมผัสกับคนไทยในตะนาวศรี แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ บ. ธรรมบุตร คือ นักวิชาการไทยคนแรกๆ ที่มองความเป็นไทยเลยพ้นพรมแดนภูมิศาสตร์ สลัดกรอบมุมมองแบบกล่อง/พื้นที่ภูมิศาสตร์ที่ขัง ครอบและบรรจุ สังคม วัฒนธรรม ชาติและความเป็นไทย ซึ่งเป็นมุมมองที่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นเป็นจริงของสังคม วัฒนธรรมและความเป็นชาติมากกว่าคนไทยและรัฐไทยที่ยึดติดอยู่กับแผนที่ภูมิศาสตร์รูปขวานทอง
ในจดหมาย 8 ฉบับ บ. ธรรมบุตร บันทึกชื่อบ้าน นามเมือง สถานที่ ผู้คน ภาษา เสียงและท่วงทำนองของ “ไทยพลัดถิ่น” (ในจดหมายจากตะนาวศรี บ. ธรรมบุตร ใช้คำว่า “ไทยติดแผ่นดิน” แทนไทยพลัดถิ่น) ที่เขาได้พบ เห็น สัมผัสตามรายทางจากด่านสิงขรถึงเมืองตะนาวศรี บ. ธรรมบุตร ระบุว่า เขตอำเภอตะนาวศรีปัจจุบันประกอบด้วย 6 ตำบล คือ ตำบลสิงขร ตำบลวังใหญ่ ตำบลทุ่งทองหลาง ตำบลคลองใหญ่-คลองน้อยและตำบลมูกโพรง
ตำบลสิงขรอยู่ห่างจากเมืองสิงขรเก่าประมาณ 3-4 กิโลเมตร สิงขรเก่าเป็นเมืองเก่าของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ และน่าจะเป็นเมืองที่ตั้งในสมัยสุโขทัย หลักฐานความเป็นเมืองเก่าของเมืองสิงขรที่ปรากฏในปัจจุบันคือกำแพงเมืองและคูเมือง มีจุดสำคัญ เช่น วังชาละวัน (แหล่งน้ำลึกมีจระเข้ เล่าเป็นตำนานว่ามีฤทธิ์คล้ายชาละวันในเรื่องไกรทอง) และหาดแก้ว ชุมชนตำบลสิงขรปัจจุบันตั้งอยู่บนสองฝั่งของแม่น้ำตะนาวศรี เป็นตำบลที่มีคนไทยปักษ์ใต้อาศัยอยู่มากที่สุด ประกอบด้วย 7 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านคนไทยทั้งหมด คือ วังจำปา ทุ่งมะนาว สวนขนุน สวนหมากน้อย ทุ่งมะพร้าว ห้วยทรายขาวและแหลมยวน
ตำบลวังใหญ่ประกอบด้วยหลายหมู่บ้าน ส่วนมากเป็นหมู่บ้านคนไทย แต่มีเชื้อชาติอื่นปน เช่น บ้านบ่อเหล็ก เป็นบ้านแขกลิงค์ (แขกที่สืบเชื้อสายจากชาวกลิงคราษฎร์ของอินเดีย) ปนกับคนไทย บ้านป่ากระบะเป็นหมูบ้านมอญที่มีคนไทยปน บ้านกะนากวยเป็นบ้านพม่ามีคนไทยปน บ้านตาแก๊ดเป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยง และบ้านลำมะแท็งเป็นหมู่บ้านคนไทย คนในตำบลทุ่งทองหลางส่วนใหญ่เป็นคนไทย ตำบลมูกโพรงเป็นตำบลสุดท้ายก่อนถึงตะนาวศรีที่มีคนไทยอาศัยอยู่ ตำบลคลองใหญ่-คลองน้อยเป็นชื่อไทย เป็นตำบลในเขตเมืองตะนาวศรี ในสองตำบลนี้ประชากรประกอบด้วยคนพม่า มอญ ไทยและแขกลิงค์ มีหมู่บ้านชื่อบ้านมโนรมย์ ซึ่งเดิมเป็นหมู่บ้านคนไทยแต่ปัจจุบันไม่มีคนไทยอาศัยอยู่ และหมู่บ้านท่าตะเยี่ยะ เป็นหมู่บ้านคนอีสานที่ข้ามมาจากเมืองไทยราว 30 ปีก่อน คนอีสาน อยู่กันล้วนๆ ประมาณ 500 คน และยังรักษาวัฒนธรรมอีสานไว้เป็นอย่างดี (บ. ธรรมบุตร, 53-54; 97-100)
เมืองตะนาวศรีเป็นเมืองสำคัญในอดีต ตกเป็นของไทยและพม่าสลับกันไปตามแต่ยุคที่ไทยหรือพม่าเข้มแข็ง ในตัวเมืองตะนาวศรีปัจจุบัน ไม่มีย่านคนไทย คนมอญ คนพม่าโดยเฉพาะ แต่อยู่ปนๆ กัน คนไทยในเขตอำเภอตะนาวศรีมีจำนวนไม่น้อยกว่า 30,000 คน เป็นกลุ่มคนไทยแบบปักษ์ใต้ที่ “ยังมีความเป็นไทยอยู่เกือบจะสมบูรณ์ มิได้ถูกกลืนชาติเป็นพม่า” (บ. ธรรมบุตร, 2547: 1, 100)
คนไทยในเขตอำเภอตะนาวศรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์แบบสมัยโบราณ การทำนา ทำสวนและทำไร่ยังใช้วิธีโบราณแบบไทยๆ ใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก มีการลงแขก หรือผลัดเปลี่ยนกันไปช่วยบ้านอื่นปลูกหรือเก็บเกี่ยว พาหะใช้เกวียนรูปร่างคล้ายเกวียนเมืองไทย สีข้าวด้วยครกไม้ที่ทำขึ้นเอง บ้านสร้างด้วยไม้ ยกพื้นสูงหลังคามุงจาก คาหรือสังกะสีและกระเบื้องตามแต่ฐานะ ชาวไทยในเขตตำบลสิงขร ส่วนใหญ่เป็นคนไทยใต้ หรือคนไทยแบบชาวบางสะพานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พูดภาษาไทยใต้เป็นภาษาประจำวัน แต่คนรุ่นใหม่อ่าน-เขียนหนังสือพม่าได้ด้วย เพราะทุกคนต้องเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาของพม่า แต่ในชีวิตประจำวันพูดภาษาไทย และหลายคนก็เรียนอ่านหนังสือไทย โดยอาศัยพระภิกษุเปิดสอนหนังสือไทยในวัด “คนในประเทศพม่าไม่ว่าเชื้อชาติใดมักไม่มีนามสกุล ยกเว้นคนไทยที่ใช้นามสกุลกันทุกคน คนไทยที่นั่นจึงมักคุยทีเล่นทีจริงว่าในบรรดาคนเชื้อชาติต่างๆ ในพม่า คนไทยเท่านั้นที่มีชาติ มีสกุล” (บ. ธรรมบุตร, 2547: 53-54, 97-100)
คนไทยตำบลสิงขร ร้อยละ 95 นับถือศาสนาพุทธ ส่วนมากผู้ชายจะบรรพชาอุปสมบทตามแบบไทยและต้องมาดำเนินการในวัดในประเทศไทย ซึ่งส่วนมากจะมาอุปสมบทที่วัดเกาะหลัก อ. เมือง และวัดเขาโบสถ์ อ. บางสะพาน จ. ประจวบฯ ในตำบลสิงขรมีวัดไทย 2 วัดคือวัดสิงขร (วัดสิงขรวราราม) และวัดแหลมยวน วัดในตำบลสิงขรไม่มีโบสถ์สวยงามราคาแพงเหมือนในฝั่งไทย วัดไทยในสิงขรจะมีชื่อบอกทั้งภาษาไทยและพม่า อาหารการกินของคนไทยในเขตอำเภอตะนาวศรีเหมือนอาหารการกินของคนไทยภาคใต้ รักษาความเจ็บป่วยกับหมอหรือแพทย์แผนโบราณ ใช้ยาหม้อและยาสมุนไพรและมักกระเดียดไปทางเวทมนต์คาถา เหมือนชนบทไทยเมื่อ 50 –70 ปีที่แล้ว คนไทยในสิงขรเชื่อในสิ่งลึกลับ ภูตผี วิญญาณ เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าพ่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาคม ความอยู่ยงคงกระพัน โชคลาง การบนบานศาลกล่าว ผีที่สำคัญของคนไทยสิงขรมี อาทิ ผีต้นไทร ผีกระสือ ผีโป่ง ผีปอบ ผีตายทั้งกลม (บ. ธรรมบุตร, 2547: 67-69)
บ้านคนไทยในตะนาวศรีจะมีตุ่มน้ำดื่มที่หน้าบ้าน หิ้งพระ ศาลพระภูมิ โรงไหว้หรือโงพิธีแต่งงาน คนในตำบลสิงขรมักแสดงและชมการแสดงหนังตะลุง โนรา เพลงพื้นบ้านหรือเพลงบอกปักษ์ใต้และจัดแข่งขันมวยไทย ซึ่งเป็นมวยประจำชาติของไทยแต่โบราณ หนังตะลุงชื่อดังของไทยตำบลสิงขรมีอาทิ หนังสร้อย แสงวิโรจน์ หนังช่วย หนังยอด หนังตะลุงที่แสดงเป็นหนังตะลุงแบบปักษ์ใต้ โนราที่มีชื่อเสียงคือ โนราอาบ เกตุแก้ว โนรานุ้ย ขันศรีและโนราเคี่ยม (บ. ธรรมบุตร, 2547: 72, 78, 81)
คนไทยในตะนาวศรี-สิงขรเป็นเครือญาติกับคนในฝั่งไทย โดยเฉพาะกับคนอำเภอบางสะพานและบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไทยตะนาวศรี-สิงขร “ยังมีความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยและวัฒนธรรมไทยไว้อย่างเหนียวแน่น วัฒนธรรมไทยเรื่องใดที่สูญหรือเริ่มจะสูญไปจากแผ่นดินไทยก็ยังอาจหาดูได้ที่นั่น คล้ายจะเป็นตัวแทนของคนไทยย้อยหลังไปประมาณ 50-70 ปีก่อน” ไทยในตะนาวศรีเทิดทูล-บูชา-ภักดีต่อพระประมุขของไทย โดยแทบทุกครัวเรือนจะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ติดตั้งหรือประดับไว้ตามบ้าน ร่วมจัดงานเฉลิมพระชนพรรษา ศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย ประวัติศาสตร์ไทย ฝากเงินกับธนาคารไทย ใช้เงินไทย และนามสกุลอย่างไทย (บ. ธรรมบุตร, 2547: 105-106)
การตระหนักถึงความเป็นไทยของคนไทยในตะนาวศรี-สิงขร มิได้มีเพียงคนไทยในตะนาวศรี-สิงขร แต่รวมถึงตัว บ. ธรรมบุตรและข้าราชการของไทย โดยเฉพาะข้าราชการชั้นสูงในระดับท้องถิ่น (เป็นนายทหารระดับนายพัน ชาวบ้านเรียกว่าหัวหน้า ธ) ที่เคยเดินทางเข้าไปตำบลสิงขรในช่วงปี พ.ศ. 2527 และปี พ.ศ. 2532 (ครั้งหลังนี้ บ. ธรรมบุตรร่วมเดินทางไปกับข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ) หน่วยงานทางทหารของไทยเคยแต่งตั้งชาวไทยสิงขรเป็นผู้สืบข่าวราชการลับ นำคนไทยจากตะนาวศรี-สิงขรกว่า 100 คนมาฝึกการรบในฝั่งไทย (บ. ธรรมบุตร, 2547: 104-105) เพราะห่วงใยว่าไทยสิงขร-ตะนาวศรีจะได้รับผลกระทบจากสงคราม “เก็บแผ่นดิน” ของชนกลุ่มน้อยในพม่า
ในจดหมายฉบับสุดท้าย บ. ธรรมบุตรได้เขียนสรุปเกี่ยวกับคนไทยในตะนาวศรี-สิงขรไว้อย่างน่าสนใจว่า 1) คนไทยในตะนาวศรีมีอยู่จำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 30, 000 คน 2) คนไทยในตะนาวศรีอยู่กันเป็นสัดส่วนถึง 5 ตำบล บางตำบล เช่น ตำบลสิงขรเป็นแหล่งคนไทยล้วนๆ 3) คนไทยตะนาวศรีเป็นคนปักษ์ใต้ พูดสำเนียงเดียวกันกับไทยปักษ์ใต้ชาวบางสะพาน เพราะเป็นเครือญาติและไปมาค้าขายติดต่อกันมาช้านาน 4) คนไทยในตะนาวศรียังคงความเป็นไทยไว้อย่างเหนียวแน่น 5) กุลบุตรไทยในเมืองตะนาวศรีมาบวชเรียนในเมืองไทย ส่วนมากที่วัดเกาะหลักและวัดเขาโบสถ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วค่อยกลับไปจำพรรษาที่บ้านเกิด 6) คนไทยในตะนาวศรียังรักษาศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและประเพณีไทยไว้เป็นอย่างดี ยังมีโนรา หนังตะลุง เพลงพื้นบ้านภาคใต้และการละเล่นพื้นบ้านแบบไทยเหมือนชนบทไทยเมื่อ 50-70 ปีก่อน 7) คนไทยในตะนาวศรีแม้จะมีความเป็นอยู่อย่างคนไทยในชนบทเมื่อ 50-70 ปีก่อน แต่ก็รู้จักและเข้าใจความเจริญสมัยใหม่ เพราะได้เข้ามาสัมผัสพบเห็นในเมืองไทย เพราะโดยปกติคนที่นั่นจะต้องมาติดต่อค้าขายหรือท่องเที่ยวในเมืองไทยอยู่เสมอ 8) คนไทยในตะนาวศรีนิยมส่งลูกหลานมาศึกษาเล่าเรียนในเมืองไทย บางคนเข้ามาทำงานในเมืองไทยได้โดยไม่ผิดสังเกต เพราะคนพบเห็นหรือฟังเสียงพูดก็เข้าใจว่าเป็นคนใต้ และ 9) คนไทยในตะนาวศรีมีความรักและความผูกพันกับแผ่นดินแม่และมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (บ. ธรรมบุตร, 2547: 122-123)
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปนี้มิได้เป็นเพียงข้อสรุปสำหรับคนไทยในตะนาวศรี ไทยพลัดถิ่นจากพื้นที่เกาะสอง มะลิวัลย์ บกเปี้ยน ลังเคี๊ยะที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมผัส รับรู้และรู้สึกก็มีลักษณะดุจเดียวกัน

บันทึกพรมแดนและไม่แดน
พรมแดนไทย-พม่าจากเหนือจรดใต้ใช้สันเขาและล่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่ง แต่การใช้ปากกาขีดแบ่งได้นำมาซึ่งการตัดแยกเครือข่าย สายใยสัมพันธ์ของกลุ่มคนและชาติพันธุ์เดียวกันออกจากกัน ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะเป็นฉาน กะเหรี่ยง มอญ อาข่า และสยามปักษ์ใต้ การเจรจาเพื่อใช้ปากกาขีดแบ่งดินแดนระหว่างสยามกับอังกฤษ เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2369 และอีกหลายครั้ง และครั้งสุดท้ายในวันที่ 1 มกราคม 2489 หรือ 2 ปีก่อนที่พม่าจะได้รับอิสรภาพ (The Geographer Office of the Geographer Bureau of Intelligence and Research, 1966: 1-10)
พรมแดนภูมิศาสตร์อาจจะมีการขีดแบ่งที่ชัดเจน แต่การขีดคนขังคน ขังความเป็นไทยหรือสยามไว้กับพื้นที่พึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน พรมแดนแม่น้ำปากจั่น-ด่านสิงขรต่างเป็นสถานที่ที่คนสยามและพม่าข้ามมานาน รัฐสยามและรัฐพม่าในอดีตมิใช่รัฐ-ชาติ มิได้ผูกความเป็นรัฐกับชาติและพื้นที่ภูมิศาสตร์หรืออำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนภูมิศาสตร์ไว้ด้วยกัน พรมแดนภูมิศาสตร์จึงมิได้ขังหรือครอบความเป็นสยามหรือพม่า พรมแดนภูมิศาสตร์จึงเป็นพรมแดนที่มีไว้ข้าม ดังชี้ไว้ชัดโดยเมียวเมี้ยนนักวิชาการพม่าว่าทำสงครามระหว่างพม่าและสยามในสมัยอยุธยามิใช่สงครามแย่งชิงพื้นที่และมิใช่สงครามระหว่างชาติ แต่คือ “สงครามริบเชลยอันทรงเกียรติ” (เมียวเมี้ยน, 2542: 72) หรือสงครามแย่งไพร่ ทาส เชลย สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพบันทึกในทำนองเดียวกันว่า “ธรรมเนียมการกวาดต้อนผู้คนพลเมืองไปจากถิ่นฐานเป็นปกติของการสงครามระหว่างสยามกับอาณาจักรเพื่อนบ้าน…แต่ชั้นเดิมไม่ว่าชาติใดภาษาใด ย่อมถือเป็นประเพณีของการสงครามอย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องกวาดต้อนเอาผู้คนพลเมืองที่ตีได้ไปเป็นเชลยสำหรับแจกจ่ายใช้สอย เสมอเป็นผลประโยชน์อย่างหนึ่งซึ่งควรได้ในการทำสงครามโดยชอบธรรม และที่สุดถือเป็นประโยชน์ที่ได้ผู้คนไปเพิ่มเติมเป็นกำลังให้กับเมืองของตน และทอนกำลังข้าศึกให้อ่อนลงในวันหน้าด้วย จึงได้ทำกันมาแต่ดึกดำบรรพ์” (ดำรงราชานุภาพ, 2545ก: 724) กล่าวในแง่นี้ชาติ สัญชาติ เชื้อชาติ ความเป็นสยามและพม่า จึงไม่สำคัญสำหรับรัฐสยามและพม่าในอดีต เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือกำลังแรงงานของทาส ไพร่ เชลย
การไม่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ภูมิศาสตร์ในฐานะพรมแดนระหว่างความเป็นสยามและพม่า มิได้จำกัดเฉพาะในรัฐสยามยุคอยุธยา ผู้นำไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็มิได้ให้ความสำคัญกับพรมแดน ดังเห็นได้จากคำตอบต่อการร้องขอของอังกฤษให้ไทยไปเจรจาเรื่องพรมแดนสยาม-พม่าว่า “ข้อที่จะใคร่ทราบว่าพรมแดนเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี เมืองทวายต่อกับพระราชอาณาจักรตรงไหน…ถ้าอังกฤษอยากจะทราบ…ก็ให้สืบถามพวกชาวเมืองทวาย เมืองตะนาวศรี เมืองมะริดที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่ริมชายแดนว่ารู้เห็นมาอย่างไร ก็ให้พาไปชี้เขตแดนที่ต่อกับไทยนั้นเถิด” (ดำรงราชานุภาพ, 2545ก: 672)
หลังการปะทะกับแผนที่ภูมิศาสตร์รัฐ-ชาติที่นำเข้าโดยลัทธิจักรวรรดินิยม ชนชั้นนำสยามก็ยังมิได้ให้ความสำคัญกับพรมแดนภูมิศาสตร์ในฐานะเครื่องกรองความเป็นสยามหรือพม่า ซึ่งเห็นได้จากข้อความที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกกล่าวนายไพลูกชายยาเลสุข เมื่อปี พ.ศ. 2489 ว่า จะอยู่ไทยหรือพม่าก็ขึ้นอยู่กับนายไพ แต่ “ถ้าตั้งตัวได้ดีแล้วควรอยู่พม่าสืบไป ขอให้เป็นสุขสำราญเถิด” (ดำรงราชานุภาพ, 2545ข: 426) ซึ่งชี้นัยว่าผู้ปกครองไทยมิได้ทำให้พรมแดนปากจั่น-มะลิวัลย์-สิงขรเป็นพรมแดนที่กรองความเป็นไทยและไม่เป็นไทย คนไทยที่ดำรงชีพทั้งสองฟากฝั่งจึงปฏิบัติการความเป็นไทยข้ามพรมแดน ดังสะท้อนชัดในกรณียาเลสุขและคนในเขตตำบลมะลิวัลย์ที่จัดแถว จัดพิธีรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช
แต่การปฏิบัติการการเป็นไทยหรือสยามข้ามพรมแดนมิได้มีเฉพาะในยุคของยาเลสุข และนายไพ คนสยามหรือไทยในระนอง ประจวบ ฯ ชุมพรในอดีตต่างข้ามสยามไปเรียนหนังสือหรือกิจการอื่นในฝั่งพม่าอย่างปกติดุจนายไพและยาเลสุข คนระนอง ชุมพร ประจวบฯ ข้ามฟากไปทอดกฐินหรือทำบุญข้ามพรมแดนที่มะริด บกเปี้ยน มะลิวัลย์และสิงขร และคนมะริด บกเปี้ยน เกาะสองและสิงขรข้ามมาทอดกฐินฝั่งไทยก็ปกติ การทอดกฐินข้ามพรมแดนเป็นเรื่องปกติทั้งในอดีตและปัจจุบัน พระจากฝั่งไทยข้ามไปจำวัดที่วัดสยามฝั่งพม่าก็มีมาก พระสยามฝั่งพม่าข้ามมาเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยก็หลายรุ่น จดหมายจากตะนาวศรี ของ บ. ธรรมบุตรก็สะท้อนการปฏิบัติการการเป็นพลเมือง เครือญาติ วัฒนธรรม การค้า ศาสนาและการทำบุญข้ามพรมแดนของคนไทยตะนาวศรี-สิงขร-ประจวบ ฯ
กล่าวโดยสรุป พรมแดนภูมิศาสตร์ พรมแดนวัฒนธรรม-วิถีชีวิตและสังคมในอดีตมิใช่เครื่องกรองความเป็นคนสยาม มิได้แบ่งแยกคนไทยที่อยู่ในมะริด-ตะนาวศรี-บกเปี้ยน-สิงขร-ลังเคี๊ยะออกจากคนไทยในพังงา-ชุมพร-ระนอง-ประจวบคิรีขันธ์
เมื่อพรมแดนภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตมิได้เป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อการเป็นไทยของไทยพลัดถิ่น พรมแดนที่กรองความเป็นไทยและสกัดกั้นความเป็นไทยของไทยพลัดถิ่นจึงน่าจะอยู่ที่บัตรประชาชนและความหวาดระแวงที่สร้างขึ้นโดยผู้นำไทยยุคใหม่ ผู้นำที่มองความเป็นไทยเท่ากับบัตรประชาชนและมองความเป็นไทยอย่างไร้ประวัติศาสตร์
ตามเอกสารของกรมการปกครอง รัฐไทยเริ่มใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อความสะดวกในการปกครองและควบคุมราษฎรนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2486 เป็นต้นมา แต่บัตรประชาชนก็มิใช่สิ่งเดียวที่กรองความเป็นไทยโดยสมบูรณ์ เพราะในยุคนั้นรัฐมิได้กำหนดว่าผู้ถือบัตรประชาชนต้องมีสัญชาติไทย การมิได้กำหนดสัญชาติในบัตรประชาชน (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในกรมการปกครอง, 2540) จึงส่งผลให้ไทยพลัดถิ่นที่อพยพจากฝั่งพม่าสามารถมีบัตรประชาชนและเป็นไทยโดยสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน ดังเห็นได้จากกรณีของนายเจียน ชุยยังและผู้ติดตามที่อพยพเข้ามาฝั่งไทยที่หาดจิก จังหวัดระนองกว่า 80 ครอบครัวเมื่อปี 2493 และไปทำบัตรประชาชนตามที่รัฐในท้องถิ่น ผลก็คือทั้งนายเจียนและผู้ติดตามล้วนมีบัตรประชาชนไทยและเป็นไทยสมบูรณ์นับจากวันนั้น (นายเจียน ชุยยัง ปัจจุบันอายุ 77 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 2 ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา นายเจียนเกิดที่ห้างปรุ ปู่ของนายเจียนอพยพไปอยู่บกเปี้ยนในสมัยอยุธยาที่พม่ายกทัพมาตีเมืองตะกั่วป่า นายเจียนประกอบอาชีพเป็นพ่อค้า ข้ามฟากเพื่อการชื้อขายไปมาระหว่างฝั่งไทย-พม่า) แม้ว่ากว่า 200 คนของคนกลุ่มนี้จะเกิดที่หมู่บ้านห้างปรุ ตำบลบกเปี้ยน ฝั่งพม่าก็ตามที
บัตรประจำตัวประชาชนพึ่งเริ่มมีบทบาทในการกำหนดความเป็นไทยและไม่เป็นไทยของไทยพลัดถิ่นหลังปี 2506 เป็นต้นมา โดยในปี 2505 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ตราและประกาศใช้พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่จะมีบัตรประชาชนไทย ต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย และการกำหนดความเป็นไทยของไทยพลัดถิ่นด้วยบัตรประชาชนเริ่มเริ่มเด่นชัดและเข้มงวดมากขึ้นในยุคที่รัฐไทยมีประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อ 19 มีนาคม 2519 ที่กำหนดความเป็นไทยด้วยบัตรประชาชนและเสี้ยววินาทีสุดท้ายของวันที่ 18 มีนาคม 2519 ภายใต้ประกาศนี้ไทยพลัดถิ่นถูกจัดและกำหนดให้มีสถานะเดียวกันกับคนกะเหรี่ยง พม่า ม้ง เวียตนามและผู้อพยพอื่น

ท้ายบันทึก—ท้ายชีวิต
ไทยพลัดถิ่นคือกลุ่มคนที่มาจากพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ไทยชาตินิยมพร่ำสอนเด็กสยามฝั่งไทยมาโดยตลอดว่า คือ “ดินแดนที่ไทยสูญเสียไป” ไทยพลัดถิ่นคือกลุ่มคนที่ผู้เอาดินแดนระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นชาวสยามดังสะท้อนชัดในหนังสือราชกิจ ไทยพลัดถิ่นคือกลุ่มคนที่พม่าเรียกว่าฉ่าหรือฉ่าปะชู แต่การเป็นสยาม/ฉ่า/ฉ่าปะชูและเป็นคนที่มาจากดินแดนที่สูญเสียไป มิได้ทำให้สถานะของพวกเขาเป็นสยามหรือไทยที่สมบูรณ์
ในมิติประวัติศาสตร์ คนที่ถูกเรียกว่าคนไทยพลัดถิ่นข้ามพรมแดนมิได้ข้ามพรมแดนรัฐ พรมแดนความเป็นไทยและพลัดถิ่น สิ่งที่พวกเขาข้ามคือแม่น้ำและช่องเขา เพื่อไปตั้งหลักแหล่ง ทำมาหากิน ทำบุญและอื่นๆ ที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำและช่องเขา บางครั้งถูกกวาดต้อนด้วย “สงครามริบเชลยอันทรงเกียรติ” ของสยามและพม่า พวกเขาจึงมิได้ข้ามทั้งพรมแดนความเป็นไทยและพม่า ปัญหาที่เกิดและกระทบต่อพวกเขา พวกเขามิได้ก่อ คนก่อคือผู้มีอำนาจเหนือ และผู้มีอำนาจเหนือต่างหากที่ขีดแบ่งให้พวกเขากลายเป็นคนคนละฝั่งและมิให้พวกเขาเป็นสยาม พวกเขาไม่ใช่ “คนพลัดถิ่น” เพราะพวกเขามิได้กระจายไปแห่งใด พวกเขาอยู่กับที่และวนเวียนอยู่ระหว่างพื้นที่มะริด-ตะนาวศรี-มะรัง-มะลิวัลย์-ลังเคี่ยะ-เกาะสอง-บกเปี้ยน-สิงขร-ประจวบ-ชุมพร-หลังสวน-ระนอง การขีดพรมแดนด้วยอำนาจปากกาที่มีกระบอกปืนอยู่เบื้องหลังต่างหากที่ทำให้ถิ่นหรือแผ่นดินเลื่อนจากและทำให้พวกเขากลายเป็น “คนถิ่นพลัด” พวกเขาคือกลุ่มคนที่ร่วมวัฒธรรมและเป็นส่วนเดียวกันกับวัฒนธรรมไทยและไทยปักษ์ใต้ฝั่งไทย
การขีดพรมแดนคือการขีดแบ่งความเป็นไทยในทัศนะของรัฐไทยและชนชั้นกลางของไทยเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่สำหรับไทยพลัดถิ่นพรมแดนคือสิ่งที่มีไว้ข้าม มิใช่เส้นแบ่งความเป็นไทย มะริด-ตะนาวศรี-สิงขร-ประจวบ-ระนอง-ชุมพรคือบ้านและบ้านญาติที่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำและสันเขา ความผูกพันของพวกเขาจึงมีอยู่ทั้งสองฝั่ง ฝั่งมะริด-ตะนาวศรี-สิงขรคือแผ่นดินไทยที่มายาวนาน พรมแดนไทยและพม่าในทัศนะของไทยมะริด-ตะนาวศรี-สิงขร คือ “แนวไม้แขวก” ที่ไม้เบนออกจากกัน ฝั่งหนึ่งเป็นไทย ฝั่งหนึ่งเป็นพม่า แนวไม้แขวกที่ว่าคนแก่เฒ่าไทยพลัดถิ่นบางท่านระบุว่าอยู่เหนือมะริดขึ้นไป บางท่านว่าเหนือทวายขึ้นไป
ไม่ว่าแนวไม้แขวกจะอยู่ที่ใด จะมีจริงหรือไม่ ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ คนสิงขร-มะริด-ตะนาวศรีมิได้ถือตนว่าเป็นพม่า แต่ถือตนว่าเป็นไทย การอยู่ในมะริด-ตะนาวศรี-สิงขร-บกเปี้ยน-มะลิวัลย์-ช้างฟัง-ลังเคี๊ยะ-ห้างปรุ คือการอยู่บนผืนดินไทย ที่ไทยพลัดถิ่นถือเป็นเขตไทยนานมา สำนึกการอยู่ในแผ่นดินไทยและสำนึกความเป็นไทยของไทยพลัดถิ่นอาจสัมผัสได้การพบปะพูดคุยกับไทยพลัดถิ่นและจากการปฏิบัติดังที่บันทึกในเที่ยวเมืองพม่าและจดหมายจากตะนาวศรี
ในหนังสือจดหมายจากตะนาวศรี บ. ธรรมบุตรบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ไทยติดแผ่นดินเกลียดคือ ปอตาทา หรือการที่คนไทยถูกเกณท์และบังคับโดยทหารพม่าและกระเหรี่ยงให้ไปแบกสัมภาระเพื่อให้พม่ารบกับกระเหรี่ยงและเพื่อให้กระเหรี่ยงรบกับพม่า (บ. ธรรมบุตร, 2547: 42) แต่อีกสิ่งที่ “ไทยพลัดถิ่น” เกลียดและรังเกียจพอกันหรือมากกว่าปอตาทา คือ การถูกรัฐไทยและคนไทยในฝั่งไทยยัดเยียดให้เป็นพม่า และ ”คนสองน้ำ” (มีความหมายประมาณ “คนสองเจ้า บ่าวสองนาย”) การเป็นพม่าคือสิ่งที่พวกเขาและเธอรังเกียจ-ปฏิเสธ “คนสองน้ำ” คือทัศนะเมื่อวันวาน ที่มองความเป็นไทย ความเป็นชาติภายใต้กับดักภูมิศาสตร์อันคับแคบของฝรั่ง
ด่านสิงขร แม่น้ำปากจั่นคือพรมแดนที่คนไทยข้ามมาโดยตลอด การทำบุญข้ามพรมแดน การใช้ชีวิตข้ามพรมแดน การปฏิบัติการการเป็นพลเมืองข้ามพรมแดนคือสิ่งที่ไทยพลัดถิ่นกระทำมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังปี 2530 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการเมืองของพม่า กล่าวคือในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดการสู้รบอย่างรุนแรงระหว่างทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ที่ไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่ รัฐบาลทหารพม่าได้เริ่มหันมาใช้นโยบายการกลายกลืนทางชาติพันธุ์ นโยบายพัฒนาพื้นที่ชายแดนที่รัฐบาลพม่าโยกย้ายผู้คนเพื่อตัดสลายอำนาจของชนกลุ่มน้อย
การสู้รบทำให้หมู่บ้านคนไทยกลายเป็นทุ่งสังหาร บ้านเรือนถูกเผาผลาญ ชายไทยถูกเกณฑ์และข่มขู่บังคับไปแบกสัมภาระนำหน้ากองทหารพม่าสู้รบกับชนกลุ่มน้อย และนำหน้าชนกลุ่มน้อยสู้รับกับทหารพม่า ทรัพย์สินข้าวของถูกบังคับแย่งชิงทั้งจากทหารพม่า กองกำลังชนกลุ่มน้อย กองกำลังนักศึกษาพม่าและโจรแขกลิงค์ (บ. ธรรมบุตร, 2547: 101-104)
)นโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและนโยบายการกลายกลืนทางชาติพันธุ์ได้นำพระพม่าเข้าครอบวัดไทย โรงเรียนพม่ารุกคืบเข้าสู่หมู่บ้านไทย คนไทยถูกโยกย้ายไปยังที่ที่ปราศจากความอุดมสมบูรณ์ ผนวกกับการดำรงอยู่ในฐานะพลเมืองชั้นสอง ได้ส่งผลให้ไทยพลัดถิ่นบางส่วนคิดถึงเมืองไทย และลาสิงขรกลับฝั่งไทย
แต่ไม่ว่าจะลาสิงขร ลาบกเปี้ยน ลังเคี๊ยะ ช้างฟัง ห้างปรุ ลาชีวิต “เปลือยเปล่า” ในพม่า สละบ้านเรือน “นาสวนร้อยไร่ วัวควายพันตัว” ก็มิได้นำมาซึ่งชีวิตสมบูรณ์ในฝั่งไทย เพราะไทยพลัดถิ่นถูกทำให้เป็น “ไทยเถื่อน…เถื่อนทั้งสองทาง…อ้างว้างดุจไร้แผ่นดิน” เมื่อเป็นไทยเถื่อน เถื่อนทั้งในฝั่งพม่าและฝั่งไทย ไทยพลัดถิ่นจึงได้แต่คอย รอคอย คอยและคอยวันได้สัญชาติไทย ดังเพลง “คอย”

“คอยเฝ้าคอย คอยวันนั้น คอยวันที่ฉันได้สัญชาติไทย เกิดในต่างแดน ในแคว้นพม่าแดนไกล ที่เคยเป็นเขตไทยนานมา
วีรชนผู้กล้าแลกได้มาด้วยเลือดด้วยเนื้อ เพื่อลูกหลานคนไทย เมื่อก่อนนั้น แผ่นดินไทยกว้างไกลมากมาย มะริด ทวาย ตองอู แต่ต้องเสียไปมีหรือใครบ้างไม่รู้ น้ำตาไทยพร่างพรูรินไหล
มหาอำนาจยิ่งใหญ่ย่ำยีไทย เข้ามาแบ่งปัน พวกเรานั้นพลัดถิ่น ต้องจากลามาเมืองไทย ไม่ไหวเขาใจร้ายรังแก ข่มเหงน้ำใจเราเหมือนดังไม่ใช่คน แล้วใครจะอดทนอยู่ไหว จำต้องมาเมืองแม่พ่อเที่ยงแท้ของเราลูกไทย อุ้มลูกไว้สักคน
ขอฝากกลอนวอนคนไทยอย่าหยามใจ เพราะเราไทยด้วยกัน ด้วยบารมีพระพ่อเป็นที่สำคัญ ศูนย์รวมของเรานั้น เราลูกไทย จงรักกันไว้เถิด เกิดที่ไหนก็ไทยทั้งนั้น พวกเรานั้นคนไทย”

ปัจจุบัน ไทยพลัดถิ่นยังคอยและหวังว่ารัฐไทยจะเป็นรัฐที่บรรลุธรรม/ตาสว่างและมองทะลุความเป็นชาติและพลเมืองข้ามพรมแดน ดังรัฐในลาตินอเมริกาและคาริบเบียนกว่า 20 รัฐที่ประกาศ/เปลี่ยนกฎหมายให้ 2 สัญชาติ 2 พลเมืองแก่คนพลัดถิ่นของตนที่ไปอาศัยอยู่ในต่างแดน แม้คนพลัดถิ่นนั้นจะได้สิทธิการเป็นพลเมืองของประเทศพักพิงไปแล้วก็ตาม หรือดังรัฐเฮติที่มิได้ให้สองสัญชาติ แต่ประกาศให้คนพลัดถิ่นเฮเตียนที่อาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาคือบุคคลที่อยู่ในจังหวัดที่สิบของเฮติ (Peggy Levitt and Rafael de la Dehesa, 2003: 587-611; Michael Jones-Correa, 2001: 977-1029; Michel S. Laguerre, 1999: 633-651; Nina Glick Schiller and Georges Fouron, 1998: 130-161) ซึ่งส่งผลให้คนพลัดถิ่นกลายเป็นคนที่มีสิทธิโดยสมบูรณ์ในประเทศมาตุภูมิ
แต่นั่นคือการคอยและหวังที่ไร้หวัง เพราะรัฐไทยในปัจจุบันทำให้ “เมืองแม่พ่อเที่ยงแท้” แห่งนี้ เป็นเมืองที่ไม่ “อุ้มลูกไว้สักคน” เป็นรัฐที่ไม่ยอมให้ใคร “แยกดินแดน” และ “ร่วมดินแดน-ร่วมความเป็นไทย” แม้คนคนนั้นจะเป็นประดุจเงาในกระจกของตนเมื่อ 50-70 ปีก่อน รัฐคงต้องการแค่คนที่กองรวมกันในแผ่นดินที่ขาดความสัมพันธ์และภักดีต่อชาติและรัฐ รัฐไม่ต้องการความผูกพันและภักดีของไทยพลัดถิ่น เพลงที่พวกเขาร้องก็คงไม่มีใครได้ยินและใส่ใจ เพราะรัฐไทยปัจจุบัน เข้าใจความเป็นไทยเท่ากับบัตรประชาชนและจบลงตรงฝั่งแม่น้ำปากจั่นและด่านสิงขร
ตามรากคำ คนพลัดถิ่นหรือ diaspora คือคนที่กระจายออกจากแดนมาตุภูมิ ไปอยู่ในต่างแดน แต่ยังคงผูกพันและสืบทอดวัฒนธรรมมาตุภูมิ คนพลัดถิ่นจึงมักจะถูกรังเกียจจากประเทศพักพิง แต่ความผูกพันกับมาตุภูมิ สืบทอดวัฒนธรรมมาตุภูมิและภักดีต่อมาตุภูมิของไทยพลัดถิ่น กลับถูกเดียดฉันท์ทั้งจากรัฐพม่าและรัฐไทยที่เป็นมาตุภูมิ ไทยพลัดถิ่นจึงกลายเป็นคนพลัดถิ่นทั้งในถิ่นพม่าหรือในมะริด-สิงขร-ตะนาวศรี-บกเปี้ยน-ลังเคี๊ยะ-เกาะสอง ที่ไทยพลัดถิ่นถือเป็นเขตไทยนานมา และเป็นคนพลัดถิ่นในแผ่นดินมาตุภูมิของตน ไทยพลัดถิ่นจึงกลายเป็นคนที่ไม่มีบ้าน ไม่มีมาตุภูมิที่ให้ชีวิต ให้ความสุข ความอบอุ่น ความเข้าใจและความเอื้ออาทร
การรักษาวัฒนธรรมและความเป็นไทยในฝั่งพม่าและการมาจากฝั่งพม่า ทำให้ไทยพลัดถิ่นกลายเป็นคนที่ “อยู่พม่าเขาเกลียดเพราะเป็นไทย อยู่ไทยเขาให้เป็นพม่า” ไทยพลัดถิ่นจึงเป็นไทยเถื่อน เถื่อนทั้งสองทาง อ้างว้างดุจไร้แผ่นดิน ไม่มีที่ไปและไปไหนไม่ได้ ไทยพลัดถิ่นจึงเป็นเสมือน “ผู้ไม่มีสิทธิที่จะมีสิทธิ” ทั้งในรัฐไทยและรัฐพม่า
การทำให้ไม่มีบ้าน ไม่มีมาตุภูมิ ไม่มีสิทธิที่จะมีสิทธิ มิได้รับการยอมรับโดยสังคมใด ชีวิตไทยพลัดถิ่นจึงเป็นชีวิตที่ไร้สิทธิ ไร้เสียง ไร้สรรพสำเนียงและไร้ชีวิต เป็นชีวิตที่เปลือยเปล่า เวลาหนาวก็หนาวกว่า เวลาร้อนก็ร้อนยิ่ง เป็นชีวิตที่ไร้ค่า ไร้ความหมาย ไม่มีที่ไปและไปไหนไม่ได้ เป็นชีวิตที่มิได้เป็นมนุษย์และมิได้เป็นสัตว์ เป็นชีวิตที่ใครๆ ก็สามารถฆ่า ทำลาย ข่มขืน ข่มขู่และรังแก ชีวิตที่เผชิญกับอำนาจดิบเถื่อนและเปิดสู่ความตาย (Agamben, 1998) ชีวิตที่รอวันตายและกำลังตายจาก “เมืองแม่พ่อเที่ยงแท้” ที่ไทยเถื่อน…เถื่อนทั้งสองทางผูกพันนานมา

บันทึกท้ายเรื่อง
[1] บทความประกอบการสัมมนาเรื่อง “วิถีวัฒนธรรม ชุมชนคนพื้นถิ่นชายฝั่งอันดามัน: ชาวเลและไทยพลัดถิ่น” 25 สิงหาคม 2548 ณ อันดาบุรี รีสอร์ท อ. ตะกว่าป่า จ. พังงา จัดโดยมูลนิธิชุมชนไทย บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “ไทยพลัดถิ่นกับข้อจำกัดขององค์ความรู้ว่าด้วยรัฐ-ชาติในสังคมไทย” ซึ่งนำเสนอต่อคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2549 ผู้เขียนใคร่ขอขอบพระคุณพี่น้องไทยพลัดถิ่นทุกท่าน รศ.ดร. ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ที่มีส่วนทำให้การทำวิทยานิพนธ์สำเร็จลงได้ ทั้งยังมีส่วนสนับสนุนให้บทความชิ้นนี้ปรากฏขึ้น อย่างไรก็ตาม บทความชิ้นนี้ยังคงรูปเดิมที่นำเสนอเมื่อปี 2548 โดยผู้เขียนมิได้ปรับแก้ในประเด็นใด
[2] อาจารย์สาขาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, รัฐศาสตร์บัณฑิต (การเมืองการปกครอง), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, MA. (Anthropology), Ateneo de Manila University, รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต, คณะรัฐศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เอกสารอ้างอิง
การปกครอง, กรม. ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนจากอดีต…ถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: กรมการปกครอง, 2540.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา. พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า. กรุงเทพ ฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2545ก.
_________. เที่ยวเมืองพม่า. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2545ข.
บ. ธรรมบุตร (นามแฝง). จดหมายจากตะนาวศรี. กรุงเทพ ฯ: มูลนิธิธนาคารกรุงเทพ, 2547.
ฐิรวุฒิ เสนาคำ. “แนวคิดคนพลัดถิ่นกับการศึกษาชาติพันธุ์,” น. 191-286, รวบรวมโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. ว่าด้วยแนวทางการศึกษาชาติพันธุ์. (กรุงเทพ ฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2547).
พรพิมล ตรีโชติ. ชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2542.
แพง เพชรพันกะรัต. “ด่านสิงขรอยู่ที่ไหนกันแน่ ?” ศิลปวัฒนธรรม (มิถุนายน, 2545) : 119-121.
ไมเคิล ไรท์. “ศิลปวัฒนธรรมสยาม หยุดยั้งตรงเส้นชายแดนหรือ?” ศิลปวัฒนธรรม (มิถุนายน, 2545) : 114-117.
เมียวเมี้ยน. “ศึกอลองพญา (พ. ศ. 2302-2303),” บรรณาธิการโดย สุเนตร ชุตินธรานนท์. พม่าอ่านไทย : ว่าด้วยประวัติศาสตร์และศิลปะไทยในทรรศนะพม่า, น. 69-102. กรุงเทพ ฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2542.
ราชฑูตเปอร์เชีย, คณะ. สำเภากษัตริย์สุลัยมาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2545.
ศิลปากร, กรม. บันทึกเรื่องสัมพันธภาพระหว่างกรุงสยามกับนานาประเทศในคริตศตวรรษ ที่ 17, เล่ม 4. กรุงเทพ ฯ: กรมศิลปากร, 2525.
สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์. ประวัติศาสตร์ไทใหญ่. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2544.
สมมิตร ปิติพัฒน์และคณะ. ชุมชนไทในตอนเหนือของพม่า. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545.
Agamben, Giorgio. Homo Sacer: Sovereign Power, and Bare Life. Stanford: Stanford University Press, 1998.
Agnew, John and Stuart Corbridge. Mastering Space: Hegemony, Territory and International Political Economy. London and New York: Routledge, 1995.
Arendt, Hannah. The Origins of Totalitarianism. New York: A Harvest Book, 1994.
Choisy, Abbe de. Journal of a Voyage to Siam 1685-1686. Singapore: Oxford University Press, 1993.
Collis, Maurice. Siamese White. Bangkok: AVA Publishing House, 1996.
Gervaise, Nicolas. The Natural and Political History of the Kingdom of Siam. Bangkok: White Lotus, 1998.
The Geographer Office of the Geographer Bureau of Intelligence and Research, “Burma-Thailand Boundary,” International Boundary Study No. 63 (February, 1966).
Glick Schiller, Nina and Georges Fouron, “Transnational Lives and National Identities: the identity politics of Haitian immigrants,” pp. 130-161. Edited by Luis Guarnizo and Michael Smith. Transnationalism from Below. New Brunswick: Transaction Publishers, 1998.
Imperial Gazetteer of India, Vol. 1-25, http://dsal.uchicago.edu/ reference/gazetteer/
Jones-Correa, Michael. “Under Two Flags: dual nationality in Latin America and its consequences for nationalization in the United States,” International Migration Review Vol. 35, No. 4 (2001) : 977-1029.
Laguerre, Michel S. “State, Diaspora, and Transnational Politics: Haiti reconceptualized,” Millennium: Journal of International Studies Vol. 28, No. 3 (1999) : 633-651.
Levitt, Peggy and Rafael de la Dehesa. “Transnational Migration and the Redefinition of the State: variations and explanation,” Ethnic and Racial Studies Vol. 26, N. 4 (2003): 587-611.
Scott, Sir James. Burma: A Handbook of Practical Information. Bangkok: Orchid Books, 1999.
Smith, H. Warrington. Five Years in Siam: From 1891-1896, Vol. 1-2, Bangkok: White Lotus, 1994.
Smithies, Michael. “Seventeenth Century Siam: Its extent and urban centres according to Dutch and French observers,” Journal of the Siam Society Vol. 83, Parts 1 & 2 (1995) : 63-78.
Smithies, Michael (ed.) Alexander Hamilton: A Scottish Sea Captain in Southeast Asia, 1689-1723. Chiang Mai: Silkworm Books, 1997.
Sunait Chutintaranond, “Leading Port Cities in the Eastern Martaban Bay in the Context of Autonomous History,” pp. 9-24. Edited by Sunait Chutintaranond and Chris Baker. Recalling Local Pasts: Autonomous History in Southeast Asia. Bangkok: Silkworm Books, 2002.
White, Walter G. The Sea Gypsies of Malaya. Bangkok: White Lotus, 1997.

[1] [2] [3] [4] [5]
ความคิดเห็นที่ 1

บันทึกชีวิตเปลือยเปล่า “ไทยพลัดถิ่น”:
ความเป็นไทยจบลงตรงฝั่งแม่น้ำปากจั่น-ด่านสิงขร ? [1]

ฐิรวุฒิ เสนาคำ [2]




บันทึกเบื้องต้น
บันทึกนี้มุ่งกล่าวถึงชีวิตและการดำรงอยู่ของไทยพลัดถิ่น ไทยพลัดถิ่นที่กล่าวถึง คือคนไทยที่อาศัยและข้ามฟากมาจากดินแดนมะริด-ตะนาวศรี ดินแดนที่ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชาตินิยมระบุว่าคือ “อาณาเขตที่ไทยสูญเสียไป” แดนที่ไทยพลัดถิ่นถือว่า ”เป็นเขตไทยนานมา” ไทยพลัดถิ่นที่บันทึกคือคนไทยหรือสยามปักษ์ใต้ มิใช่ไทยฉาน (Shan) หรือไทยใหญ่ ที่วงวิชาการไทยศึกษาให้ความสนใจค่อนข้างมาก (โปรดดูอาทิ สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์, 2544; พรพิมล ตรีโชติ, 2542; สมิตร ปิติพัฒน์และคณะ, 2545)
แม้จะกล่าวถึงคนที่มาจาก “ดินแดนที่ไทยสูญเสียไป” แต่บันทึกนี้ไม่ต้องการชักชวนหรือสนับสนุนให้ใครเรียกร้องแผ่นดินที่เสียไปกลับคืน เพราะทำเช่นนั้นเท่ากับการเพิ่มความรุนแรงที่มีอยู่มากเกินและเกินพอ
บันทึก “ไทยพลัดถิ่น” คือข้อเขียนเบื้องต้นของการศึกษาความเป็นไทย “ข้ามพรมแดนปากจั่นและด่านสังขร” พรมแดนรัฐ-ชาติที่ขีดแบ่ง “ด้วยหมึกและปากกา” ของฝรั่ง (ไมเคิล ไรท์, 2545: 114-117) บันทึกนี้ถือว่าความเป็นชาติ ความเป็นไทยไม่อาจ “หยุดยั้งตรงเส้นชายแดน” หรือเส้นขีดแบ่งทางภูมิศาสตร์ ไทยพลัดถิ่นคือคนไทย แต่มิได้เป็นไทยบนฝั่งไทยเพราะรัฐไทยและสังคมไทยมองความเป็นไทยไม่เลยพ้น “เส้นชายแดน” หรือกล่องบรรจุทางภูมิศาสตร์รัฐ-ชาติ วัฒนธรรมไทย ชาติพันธุ์ไทยและความเป็นไทย (ถ้ามี) ทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างเลยพ้นและทอดข้ามพรมแดนภูมิศาสตร์ การตัดและขังความชาติและความเป็นไทยบรรจุกล่องและหยุดยั้งตรงเส้นเส้นชายแดน คือ สิ่งที่ถูกผลิตหรือสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา และเป็นมายาคติที่ตกอยู่ภายใต้ “กับดักพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ (the territorial trap)” (John Agnew and Stuart Corbridge, 1995: 78-100) กับดักแห่งแนวคิดที่ถือว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์คือกล่องบรรจุการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม พื้นที่(พรมแดน)ทางภูมิศาสตร์ของรัฐ-ชาติคือกล่องบรรจุชาติ การเป็นพลเมือง การเมือง สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและอำนาจอธิปไตย อันเป็นเครื่องมือและอำนาจที่ทรงพลังของจักรวรรดินิยม ความเป็นไทยที่บรรจุอยู่ภายในกล่องภูมิศาสตร์รูปขวานทองนั้นคับแคบ ผูกขาด และก่อและจะก่อปัญหา ก่อความรุนแรงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

บันทึกไทยพลัดถิ่นบนฝั่งไทยปี 2548
แม้การศึกษาความเป็นไทย กลุ่มชาติพันธุ์ในไทยจะมีไม่น้อย แต่ไทยพลัดถิ่นจากมะริด-ตะนาวศรีแทบจะไม่เป็นที่รู้จัก การไม่มีองค์ความรู้จึงมักทำให้เข้าใจผิดว่า ไทยพลัดถิ่นคือคนไทยที่อพยพจากประเทศไทยไปอยู่แดนไกล ตามรากศัพท์ “คนพลัดถิ่น” หรือ “diaspora” ที่มีมาเนิ่นนานในยุคกรีกก่อนครีสตกาล (โปรดดูการทบทวนแนวคิดคนพลัดถิ่นใน ฐิรวุฒิ เสนาคำ, 2547: 191-286) และทำให้ละเลยกลุ่มคนที่เรียกและถูกเรียกว่า “ไทยพลัดถิ่น” ที่อาศัยและอพยพจากแดนพม่ารามัญตามแผนที่ภูมิศาสตร์สมัยใหม่
นอกจากจะเรียกและถูกเรียกว่าไทยพลัดถิ่น คนกลุ่มนี้ยังใช้ “ไทยเถื่อน” “ไทยไม่ปกติ” “ไทยไม่สมบูรณ์” และ “ไทยไม่ธรรมดา” แทนตน เรียกคนไทยมีบัตรประชาชนว่า “ไทยแท้” “ไทยปกติ” “ไทยสมบูรณ์” และ “ไทยธรรมดา” แต่ไทยเถื่อน/ไทยไม่ปกติ/ไม่สมบูรณ์/ไม่ธรรมดาคือไทยที่เข้าวัดมากและถี่ พูดภาษาใต้ เล่นหนังตะลุง โนรา เพลงบอก ลิเกป่าและทำบุญเดือนสิบดุจไทยธรรมดาปักษ์ใต้ กระนั้นไทยพลัดถิ่นก็มิได้เป็นไทย เพราะไม่มีบัตรประชาชนและไม่มีใครให้บัตรประชาชนและสัญชาติ
ในพม่าไทยพลัดถิ่นถูกเรียกว่า “ฉ่า” (ไทย) “โยเดียฉ่า” (ไทยอยุธยา) หรือ “ฉ่าปะซู” (ไทยแขก) ที่มิใช่และไม่เป็นพม่า ในประเทศไทย “เมืองแม่ พ่อเที่ยงแท้” (“เมืองแม่ พ่อเที่ยงแท้” คือ คำที่ไทยพลัดถิ่นเรียกประเทศไทย ดังปรากฏในเพลง “คอย” ของไทยพลัดถิ่น) เธอและเขาถูกเรียกว่าไทยพลัดถิ่น ที่ไม่ใช่ไทยแท้ และเป็นได้เพียงไทยเถื่อน ไทยไม่ธรรมดาที่มิได้หมายถึงพิเศษหรือยิ่งใหญ่ ในพม่าไทยพลัดถิ่นถูกจัดและปฏิบัติต่อในฐานะพลเมืองชั้นสอง ที่สามารถมีที่ดิน บุกเบิกที่ทำกิน แต่ไม่อาจพิทักษ์ชีวิตและทรัพย์สิน ในเมืองแม่พ่อเที่ยงแท้ไทยพลัดถิ่นถูกจัดและปฏิบัติต่อในฐานะคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เป็น “ไทยเถื่อน” ไม่สามารถครอบครองที่ดิน ไม่สามารถจดทะเบียนสมรส ไม่สามารถเดินทางข้ามจังหวัด ไม่…และไม่…และไม่อีกจิปาถะ ไทยพลัดถิ่นจึงเป็นคนพลัดถิ่นทั้งในและนอกมาตุภูมิ เป็น “ไทยเถื่อน…เถื่อนทั้งสองทาง” ชีวิตจึงต้อง “แอบร้องให้…อาภัพอับโชค…เปลี่ยวเดียวดาย… อ้างว้างดุจไร้แผ่นดิน” (คำว่าเหล่านี้ ผู้เขียนหยิบยืมจากบทเพลง “คนไทย-คนเถื่อน” ของหนูฉิ่ง ศรีสุวรรณ ไทยพลัดถิ่นบ้านแหลมยวน ตำบลสิงขร เขตตะนาวศรี สหภาพพม่า)
ในเขตพม่าไทยพลัดถิ่นตั้งหลักแหล่งบริเวณเกาะสอง (Kawthaung) ลุ่มแม่น้ำลังเคี๊ยะ (Lenya) ลุ่มแม่น้ำตะนาวศรี (Tennasserim) และลุ่มน้ำกระบุรีหรือปากจั่น จากหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ เกือบ 100 แห่ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. ไทยพุทธปักษ์ใต้ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านในและรอบๆ ตำบลสิงขร เช่น สิงขร ทุ่งมะพร้าว ทุ่งมะม่วง วังจำปา วังจระเข้ ยางชุม กระเบื้องถ้วย ทรายขาว แหลมยวน ปากคลอง ทุ่งข่า ห้วยทรายขาว ทุ่งทองหลาง หาดแก้ว ยางขวาง ตลิ่งแดง วังใหญ่ หนองโพง ลำมะเท็งและมูกโพรง ในและรอบๆ ตำบลบกเปี้ยน (Bokpyin) เช่น บกเปี้ยน บกเปี้ยนนอก ลังเคี๊ยะ ทุ่งนาไทร หนองเต่า ทุ่งยาว ในแหลม คลองเพชร ทุ่งกร่ำ นิลขวาง ทุ่งแตง ทุ่งใหญ่ เขาพัง สองแพร่ หินลาย บ้านหลา ทุ่งค้อ ตะเภาสุด บางสมภาร ขี้ไฟ ตลิ่งชัน กะแด ห้างเคียน ทุ่งเห็ด ทุ่งยน ทุ่งสะเม็ด ทุ่งใหญ่ ทุ่งพี หัวช้าง ห้างปรุ กะระธุรี ป่าจาก คลองจระเข้ กระทิง ทองหอย ไร่ใต้ แมะตี บ้านดอน ทุ่งปลีก กะทึ่งและทรายปู และในและรอบๆ ตำบลมะลิวัลย์หรือมะลิยุน เช่น เขาพัง คลองบางช่อน มะลิวัลย์และมะรังหรือหมาราง
2. ไทยมุสลิม ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณด้านตะวันตกของเกาะสองในชุมชนต่างๆ เช่น คลองลามะ เกาะซินตง เจ็ดไม้ แปดไม้ เก้าไม้ สิบไม้ สิบเอ็ดไม้ แหลมแรด หาดยาว บ้านเหนือ ปากคลอง แมะปูเต๊ะ บ้านควน หัวแหลมทราย ช้างพัง อ่าวจีน อ่าวจากนอก อ่าวจากใน อ่าวใบ บ้านทร หาดทรายแดง อ่าวใหญ่ เกาะหลา คลองหม้อขาว คลองหลา แหลมบ้า อ่าวบ้า แหลมสระ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มไทยมุสลิมที่พูดภาษาไทยปักษ์ใต้ และมีเครือญาติที่สัมพันธ์กับคนฝั่งไทย เช่น ตะกั่วป่าและบางกล้วย จังหวัดระนอง
3. ไทยอีสาน อาศัยอยู่ในเขตตำบลคลองใหญ่ (เหนือตำบลสิงขร) บ. ธรรมบุตรระบุว่า คนอีสานอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน “ท่าตะเยี๊ยะ” เป็นกลุ่มคนที่อพยพจากภาคอีสานเข้าไปตั้งหลักแหล่งเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ปัจจุบันมีประมาณ 500 คน ข้อมูลจาการสัมภาษณ์ผู้ที่สืบเชื้อสายจากบ้านคลองใหญ่ ระบุว่าชุมชนคลองใหญ่เป็นไทยที่พูดภาษาอีสาน อพยพจากอุดรธานีและเพชรบุรีเข้าไปทำมาหากินในตำบลคลองใหญ่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม จากแผนที่ที่จัดทำโดยฝรั่งชี้ว่าตำบลคลองใหญ่เป็นที่ตั้งหลักแหล่งของสยามอพยพมาก่อนปี ค.ศ. 1854 คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สืบทอดวัฒนธรรมจากอีสาน เช่น การทำประเพณีบุญบั้งไฟ และเลี้ยงปู่ตาหรือผีประจำหมู่บ้าน (บ. ธรรมบุตร, 2547: 100)
ก่อนปี 2530 กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตบริเวณเกาะสอง ลุ่มแม่น้ำลังเคี๊ยะ ตะนาวศรีและลุ่มน้ำกระบุรี มีประมาณ 41, 258 คน แยกเป็นไทยมุสลิมประมาณ 18,280 คน ไทยพุทธ 22, 978 คน แต่ปัจจุบันบางส่วนได้อพยพกลับเข้าตั้งหลักแหล่งในฝั่งไทยและกลายเป็นคนไทยพลัดถิ่นในฝั่งไทย (ตัวเลขที่ผู้เขียนประเมินนี้ ไม่รวมคนไทยในมะริด และสะเทิมที่เอกสารฝรั่งที่จะกล่าวถึงถัดไประบุว่ามีประมาณ 19,000 คนในปี ค.ศ. 1901) ไทยพลัดถิ่นในไทยกระจายอยู่ตามเขตเมืองและชนบทของจังหวัดตาก ระนอง ชุมพร พังงา และประจวบคีรีขันธ์ ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 ให้สัญชาติไทยกับไทยพลัดถิ่นโดยการแปลงสัญชาติจำนวน 7,849 คน ไทยพลัดถิ่นจำนวน 2,000 คนกำลังยื่นคำร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยพิจารณา ที่เหลืออีก 5,000 คนยังมิได้ยื่นคำร้อง กล่าวโดยสรุป ในช่วงปี 2540 มีไทยพลัดถิ่นในไทยอย่างน้อย 14,849 คน ในจำนวนนี้มีคนไทยพลัดถิ่น 7, 000 คน และไทยพลัดถิ่นที่ได้รับการแปลงสัญชาติเพื่อรอความเป็นไทยธรรมดาในอีก 25 ปีข้างหน้าจำนวน 7,849 คน
กลางปี 2545 เครือข่ายไทยพลัดถิ่นสำรวจไทยพลัดถิ่นในเขตจังหวัดระนองและอำเภอท่าแซะจังหวัดชุมพร พบไทยพลัดถิ่นจำนวน 4, 740 คน อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสุขสำราญ 370 คน กะเปอร์ 590 คน ละอุ่น 480 คน กระบุรี 1,350 คน อำเภอเมืองระนอง 1,350 คน อำเภอท่าแซะจังหวัดชุมพร 600 คน ตัวเลขนี้ไม่รวมไทยพลัดถิ่นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 1,000 ครอบครัวหรือประมาณไม่น้อยกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณด่านสิงขร อำเภอเมือง อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพานและอำเภอบางสะพานน้อย และไทยพลัดถิ่นในจังหวัดพังงาและจังหวัดตาก ที่ยังไม่มีข้อมูลบันทึก

บันทึกมะริด-ตะนาวศรี
ตะนาวศรีปรากฏตัวและมีฐานะเป็นอาณาจักรอิสระมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 735 ก่อนการเกิดอาณาจักรพะโค เมาะตะมะ อังวะและอยุธยา แต่ด้วยการเขียนประวัติศาสตร์แบบมีศูนย์กลางและชายขอบ ตะนาวศรีและมะริดจึงไม่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์พม่าและสยามมากไปกว่า “ดินแดนแห่งการสู้รบและแย่งชิง” (Sunait Chutintaranond, 2002: 12, 17-18)
หลังโปรตุเกสยึดครองมะละกาต้นครีสตศตวรรษที่ 16 มะริด-ตะนาวศรีกลายเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การค้าของยุโรปกับเอเชีย และเป็นจุดที่พ่อค้าและนักการทูตที่เดินทางเข้ามาในอาณาจักรสยามตั้งแต่สมัยพระนารายณ์เรื่อยมาบันทึกถึง อาทิ อเล็กชานเดอร์ แฮมิลตันบันทึกว่า “กลางศตวรรษที่ 17 กองทัพสยามได้บุกเขตอำนาจอาณาจักรหงสาวดี ยึดครองดินแดนทั้งหมดที่อยู่ใต้เมาะตะมะลงไป” มะริดเป็นสมบัติของ “กษัตริย์สยาม” (Smithies, 1997: 16, 42.) นิโคลาส แซร์แวสระบุว่า สยามสมัยพระนารายณ์มีอาณาเขตแผ่ถึงปัตตานี ลาว ภูเขียว เขมร อังวะ พะโค และรวมมะละกาทั้งหมด มีเมืองท่าสำคัญคือมะริดและภูเก็ต มะริดเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยที่สุดในบรรดาเมืองท่าตะวันออก สยามประกอบด้วยจังหวัดสำคัญคือ พิษณุโลก ตะนาวศรี กรุงเทพฯ และเพชรบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่และมีประชากรมากที่สุดในอาณาจักร ชาวสยามทำสงครามยาวนานกับกรุงอังวะเพื่อยึดตะนาวศรี อันเป็นเมืองที่มีชื่อด้านความเก่าแก่และเป็นที่รู้จักทั่วไปของนักเดินเรือ (Gervaise, 1998: 7, 15, 40, 58)
ความตามบันทึกการเดินทางของอับเบ เดอ ซัวซี ที่เข้ามาอยุธยาสมัยพระนารายณ์ระบุว่า สยามประกอบด้วยจังหวัด “ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ พิษณุโลก เพชรบุรี พิชัย กำแพงเพชร ราชบุรี ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช กาญจนบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ แต่ละจังหวัดมีผู้ปกครองของตนเอง” สยามคือที่รวมความหลากหลายของชาติ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน พะโค ลาว มาเลย์ มอญหรือเตลง เขมร อาณาจักรสยามทำสงครามกับเพื่อนบ้านมายาวนาน เพื่อแย่งชิงและกวาดต้อนผู้คนเข้าอาณาจักร คนสยามเกือบครึ่งเป็นคน “พะโค” สมัยพระนารายณ์สยามและลาวทำสงครามกันหลายหน สยามนำทาสชาวลาวมาอาณาจักรกว่า 3,000 คน กษัตริย์สยามพระราชทาน “ที่ดินกับพวกเขาเพื่อเพาะปลูก” มะริด-ตะนาวศรีเป็นเมืองที่กษัตริย์สยามตั้งป้อมปราการ คนในมะริด “ทั้งหมดเป็นทาส ต้องทำงานรับใช้กษัตริย์” ตะนาวศรีเป็นแหล่งปลูกข้าวและไม้ผล เป็นเมืองที่มีความยาวประมาณ 28 กิโลเมตร ขึ้นไปตามแม่น้ำ ใกล้ปากน้ำมีเกาะชื่อมะริด (Choisy, 1993: 186, 213, 223, 232- 237)

บันทึกคนไทยในมะริด-ตะนาวศรี
เอกสารต่างชาตินับแต่สมัยพระนารายณ์ลงมา ให้ความสำคัญกับมะริด-ตะนาวศรีในฐานะเมืองท่าการค้าและการสู้รบช่วงชิง เช่น เอกสารบริษัทอินเดียตะวันออกที่ทำการค้ากับอยุธยาระบุว่า คนในมะริดเป็นคนพื้นเมือง ในปี พ.ศ. 2230 บริษัทอังกฤษได้นำเรือรบกูร์ตานาและเรือรบเจมส์เข้าไปยึดเกาะมะริด หลังยึดเกาะมะริดกัปตันวอลเดนทำสัญญาสงบศึกกับคนในมะริดเป็นเวลา 40 วัน เพื่อรอคำตอบจากอยุธยา แต่เมื่อ “ล่วงพ้นไปเพียง 14 วัน พวกชาวพื้นเมืองก็ทำลายการสงบศึก ก่อการกบฏ” เข้าจู่โจมคนอังกฤษ ฆ่าฟันให้ล้มตาย “อย่างทรยศหักหลังและปราศจากมนุษยธรรม” (กรมศิลปากร, 2525: 269-270) ประมาณว่า คนอังกฤษกว่า 50 คนถูกฆ่าบนเกาะและอีก 200 คนถูกจับกุมที่อยุธยา
อย่างไรก็ตาม นิโคลาส แซร์แวสบันทึกว่าตะนาวศรีเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของเชื้อชาติ-เผ่าพันธุ์-ความคิดอ่าน (cosmopolitan) คนส่วนใหญ่ “แทบจะเป็นคนต่างประเทศ” (Gervaise, 1998: 40) คณะราชฑูตจากเปอร์เชียระบุต่างไปและบรรยายว่าเมื่อคณะราชฑูตไปถึงเมืองมะริดในปี พ. ศ. 2228 ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี “พอชาวเมืองได้ยินเสียงปืนใหญ่ที่เรายิงเพื่อแจ้งการมาเยือน…ก็ออกมานำร่องพาเรือ…เข้าเทียบท่า” ต่อมา “ชาวเมือง ข้าหลวงและนายท่ารวมทั้งข้าราชการชาวสยามก็ขึ้นมาบนเรือ พอเห็นพระราชสาสน์ของพวกเราก็ก้มลงกราบ” ชาวเมือง “ประโคมมโหรีต้อนรับแขก” รุ่งเช้าท่านหัจญีสะลิมราชฑูตฝ่ายไทยมาเยี่ยมท่านราชทูต พร้อมแจ้งว่ามะริดไม่มีตลาดย่อยและขอให้เขาได้รับหน้าที่ในการดูแลเรื่องอาหารและการต้อนรับ หัจญีสะลิม “จัดอาหารให้เราวันละห้าสิบสำรับและมอบคนใช้ชาวสยามให้เราห้าสิบคน…ตะนาวศรีเป็นเมืองอุดมสมบูรณ์ มีพลเมืองประมาณห้าหกพันครัว เป็นชาวสยาม” (คณะราชฑูตเปอร์เชีย, 2545: 16-18)
บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยให้ทัศนะว่า “เมืองตะนาวศรีเมืองทวายเป็นเมืองขึ้นของไทยมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พม่าชิงเอาไปเสียเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้กรุงศรีอยุธยา” “เมืองทวาย…ไพร่บ้านพลเมืองเป็นทวายชาติหนึ่งต่างหาก…เมืองตะนาวศรี ซึ่งอยู่ใต้เมืองทวายลงมาต่อกับเมืองชุมพร…ไพร่บ้านพลเมืองมีทั้งพวกเม็งและไทยปะปนกัน” “ผู้คนเมืองมะริด…ที่จริงเคยไปมาหาญาติพี่น้องที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยาเสมอมา” (ดำรงราชานุภาพ, 2545ก: 150, 692)
งานไทยศึกษาสมัยใหม่แทบไม่ให้ความสำคัญกับคนไทยปักษ์ใต้ในพม่าโดยเฉพาะ แต่หากนำ ข้อมูลจากหนังสือท่องเที่ยว เอกสารการสำรวจ งานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอื่นมาประกอบกันก็พอเห็นเค้าร่างคนไทยปักษ์ใต้ในพม่า ในบทความที่อ้างถึง แม้สุเนตรจะมิได้กล่าวถึงคนไทยปักษ์ไต้ในพม่า แต่ในแผนที่มะริด-ตะนาวศรีที่ตีพิมพ์ที่เมดราสเมื่อ พ.ศ. 2388 ได้ระบุตำแหน่ง “ผู้อพยพสยาม (Siamese Emigrants)” ไว้ 2 แห่ง คือ ที่ราบด้านตะวันออกเฉียงเหนือและเฉียงใต้ของเมืองตะนาวศรี ใกล้กับบริเวณที่เป็นตำบลสิงขรในเขตพม่า (Sunait Chutintaranond, 2002: 17) แน่นอนแผนที่มิอาจบอกจำนวนและสาเหตุการอพยพ วิถีชีวิตและจำนวนคนไทยในมะริดและตะนาวศรี แต่อย่างน้อยที่สุดก็บอกตำแหน่งแห่งที่ผู้อพยพสยามในแผ่นดินพม่าตามแผนที่สมัยใหม่
วอลเทอร์ จี. ไวท์ บันทึกมะริดและตะนาวศรีว่าเป็นดินแดนที่ข้าราชการยุคอาณานิคมอังกฤษไม่อยากไป แต่พื้นที่ดังกล่าวน่าสนใจ เพราะเป็นจุดที่ความเป็นพม่า มาเลย์และไทยมาบรรจบกัน “พื้นที่ใต้มะริดลงไป คนพม่าถูกแทนที่ด้วยคนสยามและมาเลย์” ใต้ตะนาวศรี “ผู้คนใช้ภาษามาเลย์มากกว่าพม่า” แต่ภาษามาเลย์คือภาษาที่พูดโดยสยามมุสลิมและสยามปักษ์ใต้ ในอดีตมะริดเป็นสมบัติของสยามและยังคงความเป็นสยามให้ประจักษ์ เช่น เจดีย์ของชาวสยาม ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมต่างจากสิ่งก่อสร้างของพม่า มะริดต้นครีสตศตวรรษที่ 20 มีประชากรเบาบาง บ้านในมะริดส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ มุงจาก เลยตัวบ้านขึ้นไปเป็นสวนมะพร้าว ที่มีอยู่มาก มากจนทำให้ภาพปรากฏของเมืองมะริดคล้ายดงมะพร้าว (White, 1997: 27, 34-35)
เซอร์ เจมส์ สกอตต์กล่าวว่า ตะนาวศรีคือพื้นที่แคบๆ ที่ทอดอยู่ระหว่างอ่าวเบงกอลกับสันเขาตะนาวศรีที่แยกพม่าออกจากไทย ในประวัติศาสตร์ มะริด ตะนาวศรี เมาะตะมะและทวายคือพื้นที่แย่งชิงกันยาวนานระหว่างกษัตริย์พม่ากับสยาม แต่จบลงเมื่ออังกฤษยึดพม่า เขตตะนาวศรีภายใต้จักรวรรดิอังกฤษประกอบด้วยอำเภอมะริด ทวายและบางส่วนของอัมเฮิสต์หรือไจ๊กามิ (Kyaikkami) ประชากรส่วนใหญ่เป็นมอญ พม่า กะเหรี่ยงและฉาน อีกจำนวนไม่น้อยเป็นชาวสยาม เขตตะนาวศรีปี พ.ศ. 2464 มีประชากรประมาณ 1, 612, 296 คน ประมาณ “19,631 คนพูดภาษาสยาม” ชาวสยาม “ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอทวาย อัมเฮิสต์และมะริด” (Scott, 1999: 115)
มอริค คอลลีสข้าราชการจักรวรรดิอังกฤษประจำเมืองมะริดเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ระบุว่ามะริดต้นศตวรรษที่ 20 ไม่ต่างไปจากเมื่อศตวรรษที่ 17 ต้นศตวรรษที่ 20 มะริดมีประชากรประมาณ 20,000 คน ประกอบด้วยพม่า สยาม มาเลย์ จีนและอินเดีย แต่แต่งกายและพูดภาษาพม่า มะริดเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ เป็นเมืองที่แชมมูแอล ไวท์ ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นนายท่าดูแลผลประโยชน์ทั้งหมดของกษัตริย์สยาม ไวท์มีเชื้อสายกรีก เป็นพนักงานของบริษัทอินเดียตะวันออก เดินทางจากอังกฤษผ่านเมืองท่าเมดราสของอินเดียมาถึงมะริดเมื่อปี พ.ศ. 2220 ในช่วงที่ไวท์มาถึงเมืองมะริดเนืองแน่นด้วยคนหลากเชื้อชาติ ทั้งพม่า สยาม จีน อินเดีย มาเลย์และยุโรป แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของสยาม แต่ชนชั้นล่างของเมืองมะริดคือพม่ามะริดเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญ แต่คนที่มีบทบาทด้านการค้าคือชาวฮินดู อิสลามและจีน (Collis, 1996: 17, 36)
ไวท์มามะริดเพื่อเดินทางต่อไปอยุธยา ตามเส้นทางมะริด บ้านตองบยอ (Tonbyaw) หรือมอตอง (Mawton) ตะนาวศรี สิงขร จาลิงคะ (Jalinga) หรือกะไลไก แล้วข้ามช่องเขาสู่เมืองกุย เมืองปราณ เพชรบุรีเพื่อต่อไปยังอยุธยา คอลลีสเดินทางตามเส้นทางของไวท์ และบันทึกว่าบนสองฟากแม่น้ำระหว่างทางจากมะริดถึงตะนาวศรีประกอบด้วยป่าโกงกาง ทุ่งข้าวสลับกับหมู่บ้านที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ปกครองพม่าได้ขุดค้นโบราณคดียุคศตวรรษที่ 6 ถึง 18 พบหลักฐานที่ระบุว่าหมู่บ้านดังกล่าวหลายแห่งคือหมู่บ้านชาวสยาม ครึ่งทางระหว่างมะริดกับตะนาวศรีมีชุมชนตองบยอ เป็นชุมชนมุสลิม จากตองบยอริมฝั่งแม่น้ำเป็นป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่า จากนั้นก็เข้าสู่เมืองตะนาวศรี ตะนาวศรีเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตรงจุดแม่น้ำตะนาวศรีใหญ่และตะนาวศรีน้อยมาบรรจบกัน จากตะนาวศรีเพื่อต่อไปยังเมืองสงขรต้องใช้เรือเล็ก เส้นทางค่อนข้างลำบากเพราะน้ำไหลเชี่ยวและแก่งมาก จากเมืองตะนาวศรีถึงกะไลไกระยะทางราว 40 ไมล์ จากกะไลไกการเดินทางทางน้ำไม่อาจทำได้ สิ้นค้าหรือผู้โดยสารต้องขึ้นบก อาศัยเกวียนและลูกหาบตามเส้นทางอันขรุขระกว่า 10 ไมล์กว่าจะถึงช่องเขาเพื่อข้ามไปเมืองกุย ปราณ เพชรบุรี และต่อไปยังอยุธยา (Collis, 1996: 42-45)
เฮส. วาร์ริงตัน สมิท บันทึกการเดินทางข้ามพรมแดนสยามจากราชบุรีไปตะนาวศรีและข้ามกลับฝั่งสยามอีกครั้งที่เกาะภูเก็ตว่า มะริดเป็นของสยามมากว่า 4 ศตวรรษก่อนตกเป็นของพม่า ตะนาวศรีคนสยามเรียกตะนาว เมืองนี้คือจุดเชื่อมต่อการค้าของสยาม แต่ในช่วงสงครามอังกฤษกับพม่าปี พ. ศ. 2367 มะริดตกอยู่ในมือของอังกฤษ พร้อมกับเมืองทวาย เย และตะนาวศรี ช่วงยึดครอง อังกฤษพยายามฟื้นมะริดให้กลายเป็นเมืองท่าการค้าสำคัญเยื่องอดีต แต่ไม่สำเร็จ แม้จะตกเป็นของพม่าและอังกฤษ มะริดยังมีความเป็นสยามและเห็นได้ชัดจากสถาปัตยกรรมวัด สมิทมิได้บันทึกจำนวนสยามในมะริด แต่ทั้งเขาและเพื่อนร่วมทางได้พบกับสาวสยามในมะริดที่ ”ไว้” ฟันขาว
อยู่ตะนาวศรี-มะริดไม่กี่วัน สมิทและเพื่อนร่วมทางก็ไปภูเก็ต ภูเก็ตเป็นพื้นที่แห่งการช่วงชิงระหว่างพม่ากับสยาม แต่ท้ายสุดตกเป็นของสยาม ขากลับสมิทเดินทางไประนองและแม่น้ำปากจั่น พร้อมบันทึกว่าเมืองระนองมีประชากรราว 7, 000 คน ประกอบด้วยสยามและมาเลย์ คนระนองยากจน จากนั้น สมิทและเพื่อนมุ่งสู่แม่น้ำปากจั่น ปากจั่นที่เขาเห็นมิได้เป็น “รอยแยก” หรือ “เส้นแบ่ง” ความเป็นสยามกับพม่า ตรงข้ามอำเภอกระบุรีคือตำบลมะลิวัลย์ในพม่า แม้พม่ากับไทยจะเป็นศัตรูกันมาเนิ่นนาน แต่คนฝั่งมะลิวัลย์กับคนเมืองกระหรือปากจั่น “สนทนากันข้ามกระแสน้ำ” (Smith, 1994: 311-312)
ในบทความที่มุ่งตอบคำถาม “ด่านสิงขรอยู่ที่ไหนกันแน่?” แพง เพชรพันกะรัต บันทึกว่า คนไทยอยู่ในเขตสิงขรของพม่า เรียกไทยสิงขรหรือคนสิงขร “คนเหล่านี้เป็นคนเชื้อชาติไทย…เป็นคนไทยติดแผ่นดินอยู่ในประเทศพม่า ครั้งมีการปักปันเขตแดนกันใหม่เมื่อปี พ. ศ. 2411 จึงต้องกลายเป็นพลเมืองของพม่าไป แต่ยังคงไปมาหาสู่เดินทางมาเยี่ยมญาติในเมืองประจวบ ฯ หรือไปมาค้าขายกับไทยอยู่เสมอ เมื่อมีภัยก็อพยพมาอยู่เมืองไทย…เมืองสิงขร…เป็นชุมชนไทยในพม่าที่ใหญ่ที่สุด ในบรรดาชุมชนไทยติดแผ่นดินทั้ง 5 ตำบล” (แพง เพชรพันกะรัต, 2545: 119) ของอำเภอตะนาวศรี
ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ของสหรัฐอเมริกาบันทึกไว้เมื่อต้นปี พ.ศ. 2509 ว่า พรมแดนที่แบ่งไทย-พม่าจากเหนือจดใต้มีความยาวประมาณ 1,118 ไมล์ ยึดเอาล่องน้ำและสันเขาเป็นตัวแบ่ง เส้นพรมแดนจึงตัดแยกกลุ่มคนและเครือญาติ คนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่สองฝั่งของพรมแดนด้านเหนือสุดที่ติดกับลาวคือ คนไทย ฉานหรือไทยใหญ่ พรมแดนต่ำถัดลงมาเป็นที่อยู่อาศัยของคนกะเหรี่ยง พื้นที่บริเวณชายแดนทางตอนใต้ คนสยามและพม่าอยู่ปนกันในฝั่งพม่า พรมแดนใต้สุดนับจากชุมชนบ้านมะรังลงไปจนถึงเกาะสอง คือที่อยู่ของคนสยาม “คนสยามตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่ราบทั้งสองฝั่งฟากของแม่น้ำปากจั่น” (The Geographer Office of the Geographer Bureau of Intelligence and Research, 1966: 5)
เมื่อครั้งเดินทางเที่ยวพม่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพบันทึกว่า มีไทยที่อยู่ในพม่ามาหา ชื่อ นายไพ บอกว่าเป็นลูกของ “ยาเลสุข” นายสุขเป็นชาวเมืองหลังสวน เมื่อยังหนุ่มชัดเซพเนจรไปอยู่เมืองระนอง แล้วข้ามแม่น้ำปากจั่นไปรับจ้างอังกฤษเป็นโปลิศไปทำความดีมีความชอบได้เป็นนายสิบ ต่อมาได้เลื่อนยศขึ้นไปจนเป็นจ่านายสิบหัวหน้าตำรวจเมืองมะลิวัลย์ พม่าเรียกว่ายาเล เมื่อ พ.ศ. 2423 “ได้แวะไปดูเมืองมะลิวัลย์ นายอำเภออังกฤษให้โปลิศตั้งแถวรับ…นายสุขเป็นคนคุมแถว ฉันไม่รู้ว่าเป็นไทยจนพระยาดำรงสุจริต…เมื่อยังเป็นพระยาระนอง บอกว่านายโปลิศคนนั้นเป็นไทยชาวเมืองหลังสวน ชื่อ สุข”
ครั้นเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จข้ามแหลมมลายูโดยทางบกไปถึงท่าเรือที่ปากจั่น “ฉันแลข้ามฟากไปทางแดนอังกฤษ เห็นตามบ้านเรือนของราษฎรขึงผ้าแดงแต่งใบไม้ตั้งเครื่องบูชาโดยมาก ประหลาดใจ เมื่อตามเสด็จลงมาทางเรือก็เห็นบ้านเรือนทางแดนอังกฤษแต่งเครื่องบูชารับเสด็จเหมือนอย่างนั้นเนื่องกันมา ฉันถามพระยาระนองว่า…เหตุใดราษฎรทางแดนอังกฤษจึงแต่งบ้านรับเสด็จด้วย พระยาระนองบอกว่าคนฝั่งโน้นเป็นไทยมีมาก”
ในคราวเสด็จประทับอยู่ ณ เมืองระนอง “นายยาเลสุขแต่งตัวอย่างนายโปลิศอังกฤษมาหาฉัน…ฉันถามถึงเรื่องที่ราษฎรทางแดนอังกฤษแต่งบ้านเรือนรับเสด็จ นายยาเลสุขตอบว่า แม้ไทยที่ไปอยู่ในแดนฝรั่งก็ยังเป็นไทย เป็นข้าของพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน” ตั้งแต่นั้น “ฉันไม่ได้พบนายยาเลสุขอีก” จนถึงรัชกาลที่ 6 “เมื่อฉันไปอยู่วังวรดิศแล้วนายยาเลสุขเข้าไปกรุงเทพฯ แวะไปหาฉัน บอกว่ารับราชการอยู่กับอังกฤษจนอายุถึงอัตรา ก็ลาออกรับเบี้ยบำนาญ แล้วกลับมาอยู่เมืองหลังสวนอย่างเดิม” (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2545: 424-426)
อย่างไรก็ตาม งานสำคัญที่ให้รายละเอียดคนไทยในมะริด-ตะนาวศรี คือ Imperial Gazetteer of India และงานของ บ. ธรรมบุตร Imperial Gazetteer of India ซึ่งผู้เขียนขอเรียกย่อว่าหนังสือราชกิจ มีทั้งหมด 25 เล่ม เล่มสุดท้ายคือดัชนีค้นคำ จัดทำคล้ายสารานุกรมความรู้เกี่ยวกับอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งรวมพม่าในฐานะจังหวัดหนึ่งของอินเดีย ราชกิจจัดทำโดยข้าราชการและนักวิชาการเจ้าอาณานิคม เมื่อปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20
ราชกิจแยกคนไทยในพม่าเป็น 2 กลุ่มคือ “Shan” และ “Siamese” กลุ่มแรกคือกลุ่มไทยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในรัฐฉาน กลุ่มหลังคือ “คนสยาม” ที่อาศัยอยู่ในเขตตะนาวศรี ตะนาวศรีในช่วงที่จัดทำหนังสือราชกิจ มีฐานะเป็นเขตการปกครอง ประกอบด้วย 6 อำเภอ คือ ตองอู สาลวิน สะเทิม อัมเฮิสต์ ทวายและมะริดและมีเมืองเมาะลำเลิงเป็นศูนย์กลางเขต มีประชากรเมื่อปี พ. ศ. 2444 ประมาณ 1,159,558 คน แยกเป็นพม่า 459,637 คนกะเหรี่ยง 297,084 มอญ 208,694 ฉานประมาณ 18,591 คน ส่วนคนสยามอาศัยอยู่บริเวณพรมแดนทางตอนใต้ของพม่า (Imperial Gazetteer of India, Vol. 23: 278-279)
ตะนาวศรีเป็นเมืองท่าสำคัญของสยามมานับร้อยปี บ้านตะนาวศรียังคงทิ้งให้เห็นรอยจารึกเมืองเก่า ซึ่งมีกำแพงล้อมรอบ มีพื้นที่รวมประมาณ 4 ตารางไมล์ ตรงใจกลางเป็นที่ตั้งของเจดีย์และเสาหลักเมืองอันบ่งบอกถึงความเป็นสยาม ผู้ก่อตั้งเมืองนี้ในปี พ.ศ. 1916 และถูกพม่ายึดครองในสมัยพระเจ้าอลองพยา เมื่อปี พ.ศ. 2302 (Imperial Gazetteer of India , Vol. 23: 279-280)
มะริดเป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของพม่า มีเนื้อที่รวม 9,798 ตารางไมล์ ส่วนเหนือของมะริดคือที่ราบลุ่มน้ำตะนาวศรี มีความอุดมสมบูรณ์สูง เป็นพื้นที่เพาะปลูกสำคัญของอำเภอ มีแม่น้ำสำคัญคือนาวศรีใหญ่ ตะนาวศรีน้อย ลังเคี๊ยะและปากจั่น บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นเทือกเขาเตี้ยๆ สลับป่าชายเลน มะริดประกอบด้วยเกาะต่างๆ ประมาณ 804 เกาะ อำเภอมะริดมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชากรปี พ. ศ. 2444 ประมาณ 88,744 คน เฉพาะในตำบลมะริดเท่านั้นที่พูดภาษาพม่า แต่การพูดพม่าก็มิได้เป็นพม่าเสมอไป เพราะคนในตำบลมะริดที่มี “รากเหง้า” เป็น “สยามบริสุทธิ (pure Siamese)” ก็เรียกตัวเองว่าพม่า ภาษาที่คนเหล่านี้พูดเป็นภาษาที่พม่าแท้เข้าใจยาก เพราะปนสำนวนและคำสยามบางคำ โดยเฉพาะการใช้กริยาผสม ด้านใต้ของอำเภอมะริดภาษาพม่าแทบจะหายไปโดยสมบูรณ์ ภาษาที่พูดคือสยาม มาเลย์และจีน ในตัวอำเภอมะริดปี พ. ศ. 2444 มีชาวสยามประมาณ 9,000 คน และคนอีกจำนวนไม่น้อยเป็นพวกบาบาหรือลูกครึ่งจีน (Imperial Gazetteer of India, Vol. 17: 293-299) ประชากร 2 ใน 3 ดำรงชีพด้วยการเกษตร คนสยามส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรมและส่วนน้อยทำเหมือง กะเหรี่ยงทำการเกษตรดุจชาวสยาม ชาวสยามที่ปากจั่นและที่อื่นของอำเภอทำการเกษตรโดยใช้แรงงานควาย ปลูกข้าวประมาณ 3 ใน 4 ของพื้นที่เพาะปลูก ประมาณร้อยละ 7 ของพื้นที่เพาะปลูกปลูกปาล์ม เพื่อผลิตน้ำตาลและใช้ใบมุงหลังคาและทำผนังบ้าน ร้อยละ 18 ของพื้นที่เพาะปลูกเป็นสวนไม้ผล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนหมากและทุเรียน เหมืองดีบุกทำที่มะลิวัลย์และกะระธุรี การทำเหมืองใช้วิธีแบบจีน ใช้แรงงานกุลีจีนและอินเดีย ชาวสยามที่ทำเหมืองมีน้อย (Imperial Gazetteer of India, Vol. 17: 299-303)
มะริดต้นศตวรรษที่ 20 แบ่งเป็น 5 ตำบล คือ มะริด ปะลอ ตะนาวศรี บกเปี้ยนและมะลิวัลย์ สองตำบลหลังมีประชากรสยามอาศัยอยู่มากกว่าตำบลอื่น บกเปี้ยนมีพื้นที่ประมาณ 2,103 ตารางไมล์ อยู่ติดทะเลฝั่งอันดามัน ปี พ. ศ. 2444 มีประชากรราว 7,255 คน ร้อยละ 18 พูดภาษาพม่า ร้อยละ 9 พูดกะเหรี่ยง ร้อยละ 53 พูดภาษาสยาม ร้อยละ 20 พูดมาเลย์ ชาวมาเลย์และพม่าอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล สยามอาศัยอยู่บนแผ่นดินที่ห่างทะเลออกไปและตามแหล่งที่มีสายน้ำ กะเหรี่ยงอาศัยอยู่บนเขา ตำบลบกเปี้ยนมีหมู่บ้านและคุ้มบ้านประมาณ 63 แห่ง ศูนย์กลางของตำบล คือ บกเปี้ยนนอก (Imperial Gazetteer of India, Vol. 8: 263)
ตำบลมะลิวัลย์อยู่ใต้สุดของอำเภอมะริดและติดกับฝั่งไทย มีพื้นที่ประมาณ 989 ตารางไมล์ เดิมศูนย์กลางของตำบลอยู่ที่มะลิวัลย์ ปี พ. ศ. 2434 ย้ายไปที่เกาะสอง เพราะมะลิวัลย์กลายเป็นที่ทำเหมือง ตำบลมะลิวัลย์ในปี พ. ศ. 2434 มีประชากรประมาณ 7, 719 คน ประกอบด้วยชาวสยาม ที่ทำมาหากินและตั้งหลักแหล่งบริเวณที่ราบทุ่งข้าวฝั่งแม่น้ำปากจั่น คนจีนทำงานในเหมือง ชาวมาเลย์อยู่ตามชายฝั่ง คนพม่าแทบหาไม่พบ เว้นเฉพาะข้าราชการและครอบครัว ไม่กี่คน (Imperial Gazetteer of India, Vol. 17: 90-91)
ตำบลตะนาวศรี อยู่ตะวันออกสุดของอำเภอมะริด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา และมีพื้นที่ราบบริเวณลุ่มน้ำตะนาวศรีใหญ่และน้อย ประชากรปี พ. ศ. 2434 มีประมาณ 8,389 คน และเพิ่มเป็น 10,712 คนในปี พ. ศ. 2444 ในจำนวนนี้ร้อยละ 43 พูดภาษาพม่า ร้อยละ 40 พูดภาษาสยาม (Imperial Gazetteer of India, Vol. 17: 298)
สะเทิมเป็นอีกอำเภอที่มีประชากรสยามอยู่อาศัย อยู่ติดกับทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำสาลวิน ครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเก่าแก่ในพม่าคืออาณาจักรมอญหรือรามัญเทศะ มีเมืองสำคัญคือเมาะตะมะ เป็นเมืองที่มีประวัติการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ. ศ. 1185 สะเทิมภายใต้การปกครองของอังกฤษมีฐานะเป็นอำเภอ มีประชากร 343,510 คนในปี พ. ศ. 2444 ประชากรเหล่านี้กระจายอยู่ใน 1,173 หมู่บ้าน ประกอบด้วยกะเหรี่ยงประมาณ 124,800 คน พม่า 73,400 มอญ 74,600 ชาวจีนประมาณ 3,000 คน และชาวสยามประมาณ 10,000 คน (Imperial Gazetteer of India, Vol. 23: 330-334)
หนังสือราชกิจ ระบุว่าชาวสยามกระจายเป็นคนส่วนน้อยในอำเภออื่นของเขตตะนาวศรี เช่น ในอำเภออัมเฮิสต์และทวาย อัมเฮิสต์มีประชากร 300,173 คนในปี พ. ศ. 2444 ประกอบด้วยมอญ กะเหรี่ยง พม่า อินเดีย จีน ฉานและสยามตั้งนิคมขนาดเล็กของตนเองในอัมเฮิสต์ (Imperial Gazetteer of India, Vol. 5: 297) ทวายปี พ. ศ. 2444 มีประชากรประมาณ 109,979 อาศัยอยู่ใน 322 หมู่บ้านในเขต 4 ตำบล ในจำนวนนี้ มีเพียง 200 คนเท่านั้นที่แสดงตนว่าเป็นคนสยาม แต่แน่นอนมีคนในทวายจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนสยามมาก่อน (Imperial Gazetteer of India, Vol. 23: 262)
หนังสือของ บ. ธรรมบุตรหรือทองใบ แท่นมณี มีความยาว 130 หน้าเศษ เขียนในรูปของจดหมายถึงลูก 8 ฉบับ อิงอยู่กับการศึกษาค้นคว้าเอกสารและการเดินทางเข้าไปสัมผัสกับคนในตะนาวศรีและสิงขร ประมาณ 15 วัน ในหนังสือมิได้แสดงแน่ชัดว่าผู้เขียนเดินทางเข้าไปเมื่อใด แต่จากการสอบถามไทยพลัดถิ่นที่ด่านสิงขรระบุว่า บ. ธรรมบุตรเดินทางเข้าเขตพม่าหลังปี 2530
ในจดหมายถึงลูก บ. ธรรมบุตร กล่าวว่า “พ่อคิดว่าพ่อเป็นคนไทยคนแรกที่มีโอกาสสัมผัสคนไทยในเมืองตะนาวศรี” (บ. ธรรมบุตร, 2547: 1) อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผู้เขียน บ. ธรรมบุตรมิได้เป็นเพียงนักวิชาการคนแรกที่เข้าไปสัมผัสกับคนไทยในตะนาวศรี แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ บ. ธรรมบุตร คือ นักวิชาการไทยคนแรกๆ ที่มองความเป็นไทยเลยพ้นพรมแดนภูมิศาสตร์ สลัดกรอบมุมมองแบบกล่อง/พื้นที่ภูมิศาสตร์ที่ขัง ครอบและบรรจุ สังคม วัฒนธรรม ชาติและความเป็นไทย ซึ่งเป็นมุมมองที่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นเป็นจริงของสังคม วัฒนธรรมและความเป็นชาติมากกว่าคนไทยและรัฐไทยที่ยึดติดอยู่กับแผนที่ภูมิศาสตร์รูปขวานทอง
ในจดหมาย 8 ฉบับ บ. ธรรมบุตร บันทึกชื่อบ้าน นามเมือง สถานที่ ผู้คน ภาษา เสียงและท่วงทำนองของ “ไทยพลัดถิ่น” (ในจดหมายจากตะนาวศรี บ. ธรรมบุตร ใช้คำว่า “ไทยติดแผ่นดิน” แทนไทยพลัดถิ่น) ที่เขาได้พบ เห็น สัมผัสตามรายทางจากด่านสิงขรถึงเมืองตะนาวศรี บ. ธรรมบุตร ระบุว่า เขตอำเภอตะนาวศรีปัจจุบันประกอบด้วย 6 ตำบล คือ ตำบลสิงขร ตำบลวังใหญ่ ตำบลทุ่งทองหลาง ตำบลคลองใหญ่-คลองน้อยและตำบลมูกโพรง
ตำบลสิงขรอยู่ห่างจากเมืองสิงขรเก่าประมาณ 3-4 กิโลเมตร สิงขรเก่าเป็นเมืองเก่าของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ และน่าจะเป็นเมืองที่ตั้งในสมัยสุโขทัย หลักฐานความเป็นเมืองเก่าของเมืองสิงขรที่ปรากฏในปัจจุบันคือกำแพงเมืองและคูเมือง มีจุดสำคัญ เช่น วังชาละวัน (แหล่งน้ำลึกมีจระเข้ เล่าเป็นตำนานว่ามีฤทธิ์คล้ายชาละวันในเรื่องไกรทอง) และหาดแก้ว ชุมชนตำบลสิงขรปัจจุบันตั้งอยู่บนสองฝั่งของแม่น้ำตะนาวศรี เป็นตำบลที่มีคนไทยปักษ์ใต้อาศัยอยู่มากที่สุด ประกอบด้วย 7 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านคนไทยทั้งหมด คือ วังจำปา ทุ่งมะนาว สวนขนุน สวนหมากน้อย ทุ่งมะพร้าว ห้วยทรายขาวและแหลมยวน
ตำบลวังใหญ่ประกอบด้วยหลายหมู่บ้าน ส่วนมากเป็นหมู่บ้านคนไทย แต่มีเชื้อชาติอื่นปน เช่น บ้านบ่อเหล็ก เป็นบ้านแขกลิงค์ (แขกที่สืบเชื้อสายจากชาวกลิงคราษฎร์ของอินเดีย) ปนกับคนไทย บ้านป่ากระบะเป็นหมูบ้านมอญที่มีคนไทยปน บ้านกะนากวยเป็นบ้านพม่ามีคนไทยปน บ้านตาแก๊ดเป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยง และบ้านลำมะแท็งเป็นหมู่บ้านคนไทย คนในตำบลทุ่งทองหลางส่วนใหญ่เป็นคนไทย ตำบลมูกโพรงเป็นตำบลสุดท้ายก่อนถึงตะนาวศรีที่มีคนไทยอาศัยอยู่ ตำบลคลองใหญ่-คลองน้อยเป็นชื่อไทย เป็นตำบลในเขตเมืองตะนาวศรี ในสองตำบลนี้ประชากรประกอบด้วยคนพม่า มอญ ไทยและแขกลิงค์ มีหมู่บ้านชื่อบ้านมโนรมย์ ซึ่งเดิมเป็นหมู่บ้านคนไทยแต่ปัจจุบันไม่มีคนไทยอาศัยอยู่ และหมู่บ้านท่าตะเยี่ยะ เป็นหมู่บ้านคนอีสานที่ข้ามมาจากเมืองไทยราว 30 ปีก่อน คนอีสาน อยู่กันล้วนๆ ประมาณ 500 คน และยังรักษาวัฒนธรรมอีสานไว้เป็นอย่างดี (บ. ธรรมบุตร, 53-54; 97-100)
เมืองตะนาวศรีเป็นเมืองสำคัญในอดีต ตกเป็นของไทยและพม่าสลับกันไปตามแต่ยุคที่ไทยหรือพม่าเข้มแข็ง ในตัวเมืองตะนาวศรีปัจจุบัน ไม่มีย่านคนไทย คนมอญ คนพม่าโดยเฉพาะ แต่อยู่ปนๆ กัน คนไทยในเขตอำเภอตะนาวศรีมีจำนวนไม่น้อยกว่า 30,000 คน เป็นกลุ่มคนไทยแบบปักษ์ใต้ที่ “ยังมีความเป็นไทยอยู่เกือบจะสมบูรณ์ มิได้ถูกกลืนชาติเป็นพม่า” (บ. ธรรมบุตร, 2547: 1, 100)
คนไทยในเขตอำเภอตะนาวศรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์แบบสมัยโบราณ การทำนา ทำสวนและทำไร่ยังใช้วิธีโบราณแบบไทยๆ ใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก มีการลงแขก หรือผลัดเปลี่ยนกันไปช่วยบ้านอื่นปลูกหรือเก็บเกี่ยว พาหะใช้เกวียนรูปร่างคล้ายเกวียนเมืองไทย สีข้าวด้วยครกไม้ที่ทำขึ้นเอง บ้านสร้างด้วยไม้ ยกพื้นสูงหลังคามุงจาก คาหรือสังกะสีและกระเบื้องตามแต่ฐานะ ชาวไทยในเขตตำบลสิงขร ส่วนใหญ่เป็นคนไทยใต้ หรือคนไทยแบบชาวบางสะพานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พูดภาษาไทยใต้เป็นภาษาประจำวัน แต่คนรุ่นใหม่อ่าน-เขียนหนังสือพม่าได้ด้วย เพราะทุกคนต้องเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาของพม่า แต่ในชีวิตประจำวันพูดภาษาไทย และหลายคนก็เรียนอ่านหนังสือไทย โดยอาศัยพระภิกษุเปิดสอนหนังสือไทยในวัด “คนในประเทศพม่าไม่ว่าเชื้อชาติใดมักไม่มีนามสกุล ยกเว้นคนไทยที่ใช้นามสกุลกันทุกคน คนไทยที่นั่นจึงมักคุยทีเล่นทีจริงว่าในบรรดาคนเชื้อชาติต่างๆ ในพม่า คนไทยเท่านั้นที่มีชาติ มีสกุล” (บ. ธรรมบุตร, 2547: 53-54, 97-100)
คนไทยตำบลสิงขร ร้อยละ 95 นับถือศาสนาพุทธ ส่วนมากผู้ชายจะบรรพชาอุปสมบทตามแบบไทยและต้องมาดำเนินการในวัดในประเทศไทย ซึ่งส่วนมากจะมาอุปสมบทที่วัดเกาะหลัก อ. เมือง และวัดเขาโบสถ์ อ. บางสะพาน จ. ประจวบฯ ในตำบลสิงขรมีวัดไทย 2 วัดคือวัดสิงขร (วัดสิงขรวราราม) และวัดแหลมยวน วัดในตำบลสิงขรไม่มีโบสถ์สวยงามราคาแพงเหมือนในฝั่งไทย วัดไทยในสิงขรจะมีชื่อบอกทั้งภาษาไทยและพม่า อาหารการกินของคนไทยในเขตอำเภอตะนาวศรีเหมือนอาหารการกินของคนไทยภาคใต้ รักษาความเจ็บป่วยกับหมอหรือแพทย์แผนโบราณ ใช้ยาหม้อและยาสมุนไพรและมักกระเดียดไปทางเวทมนต์คาถา เหมือนชนบทไทยเมื่อ 50 –70 ปีที่แล้ว คนไทยในสิงขรเชื่อในสิ่งลึกลับ ภูตผี วิญญาณ เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าพ่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาคม ความอยู่ยงคงกระพัน โชคลาง การบนบานศาลกล่าว ผีที่สำคัญของคนไทยสิงขรมี อาทิ ผีต้นไทร ผีกระสือ ผีโป่ง ผีปอบ ผีตายทั้งกลม (บ. ธรรมบุตร, 2547: 67-69)
บ้านคนไทยในตะนาวศรีจะมีตุ่มน้ำดื่มที่หน้าบ้าน หิ้งพระ ศาลพระภูมิ โรงไหว้หรือโงพิธีแต่งงาน คนในตำบลสิงขรมักแสดงและชมการแสดงหนังตะลุง โนรา เพลงพื้นบ้านหรือเพลงบอกปักษ์ใต้และจัดแข่งขันมวยไทย ซึ่งเป็นมวยประจำชาติของไทยแต่โบราณ หนังตะลุงชื่อดังของไทยตำบลสิงขรมีอาทิ หนังสร้อย แสงวิโรจน์ หนังช่วย หนังยอด หนังตะลุงที่แสดงเป็นหนังตะลุงแบบปักษ์ใต้ โนราที่มีชื่อเสียงคือ โนราอาบ เกตุแก้ว โนรานุ้ย ขันศรีและโนราเคี่ยม (บ. ธรรมบุตร, 2547: 72, 78, 81)
คนไทยในตะนาวศรี-สิงขรเป็นเครือญาติกับคนในฝั่งไทย โดยเฉพาะกับคนอำเภอบางสะพานและบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไทยตะนาวศรี-สิงขร “ยังมีความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยและวัฒนธรรมไทยไว้อย่างเหนียวแน่น วัฒนธรรมไทยเรื่องใดที่สูญหรือเริ่มจะสูญไปจากแผ่นดินไทยก็ยังอาจหาดูได้ที่นั่น คล้ายจะเป็นตัวแทนของคนไทยย้อยหลังไปประมาณ 50-70 ปีก่อน” ไทยในตะนาวศรีเทิดทูล-บูชา-ภักดีต่อพระประมุขของไทย โดยแทบทุกครัวเรือนจะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ติดตั้งหรือประดับไว้ตามบ้าน ร่วมจัดงานเฉลิมพระชนพรรษา ศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย ประวัติศาสตร์ไทย ฝากเงินกับธนาคารไทย ใช้เงินไทย และนามสกุลอย่างไทย (บ. ธรรมบุตร, 2547: 105-106)
การตระหนักถึงความเป็นไทยของคนไทยในตะนาวศรี-สิงขร มิได้มีเพียงคนไทยในตะนาวศรี-สิงขร แต่รวมถึงตัว บ. ธรรมบุตรและข้าราชการของไทย โดยเฉพาะข้าราชการชั้นสูงในระดับท้องถิ่น (เป็นนายทหารระดับนายพัน ชาวบ้านเรียกว่าหัวหน้า ธ) ที่เคยเดินทางเข้าไปตำบลสิงขรในช่วงปี พ.ศ. 2527 และปี พ.ศ. 2532 (ครั้งหลังนี้ บ. ธรรมบุตรร่วมเดินทางไปกับข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ) หน่วยงานทางทหารของไทยเคยแต่งตั้งชาวไทยสิงขรเป็นผู้สืบข่าวราชการลับ นำคนไทยจากตะนาวศรี-สิงขรกว่า 100 คนมาฝึกการรบในฝั่งไทย (บ. ธรรมบุตร, 2547: 104-105) เพราะห่วงใยว่าไทยสิงขร-ตะนาวศรีจะได้รับผลกระทบจากสงคราม “เก็บแผ่นดิน” ของชนกลุ่มน้อยในพม่า
ในจดหมายฉบับสุดท้าย บ. ธรรมบุตรได้เขียนสรุปเกี่ยวกับคนไทยในตะนาวศรี-สิงขรไว้อย่างน่าสนใจว่า 1) คนไทยในตะนาวศรีมีอยู่จำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 30, 000 คน 2) คนไทยในตะนาวศรีอยู่กันเป็นสัดส่วนถึง 5 ตำบล บางตำบล เช่น ตำบลสิงขรเป็นแหล่งคนไทยล้วนๆ 3) คนไทยตะนาวศรีเป็นคนปักษ์ใต้ พูดสำเนียงเดียวกันกับไทยปักษ์ใต้ชาวบางสะพาน เพราะเป็นเครือญาติและไปมาค้าขายติดต่อกันมาช้านาน 4) คนไทยในตะนาวศรียังคงความเป็นไทยไว้อย่างเหนียวแน่น 5) กุลบุตรไทยในเมืองตะนาวศรีมาบวชเรียนในเมืองไทย ส่วนมากที่วัดเกาะหลักและวัดเขาโบสถ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วค่อยกลับไปจำพรรษาที่บ้านเกิด 6) คนไทยในตะนาวศรียังรักษาศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและประเพณีไทยไว้เป็นอย่างดี ยังมีโนรา หนังตะลุง เพลงพื้นบ้านภาคใต้และการละเล่นพื้นบ้านแบบไทยเหมือนชนบทไทยเมื่อ 50-70 ปีก่อน 7) คนไทยในตะนาวศรีแม้จะมีความเป็นอยู่อย่างคนไทยในชนบทเมื่อ 50-70 ปีก่อน แต่ก็รู้จักและเข้าใจความเจริญสมัยใหม่ เพราะได้เข้ามาสัมผัสพบเห็นในเมืองไทย เพราะโดยปกติคนที่นั่นจะต้องมาติดต่อค้าขายหรือท่องเที่ยวในเมืองไทยอยู่เสมอ 8) คนไทยในตะนาวศรีนิยมส่งลูกหลานมาศึกษาเล่าเรียนในเมืองไทย บางคนเข้ามาทำงานในเมืองไทยได้โดยไม่ผิดสังเกต เพราะคนพบเห็นหรือฟังเสียงพูดก็เข้าใจว่าเป็นคนใต้ และ 9) คนไทยในตะนาวศรีมีความรักและความผูกพันกับแผ่นดินแม่และมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (บ. ธรรมบุตร, 2547: 122-123)
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปนี้มิได้เป็นเพียงข้อสรุปสำหรับคนไทยในตะนาวศรี ไทยพลัดถิ่นจากพื้นที่เกาะสอง มะลิวัลย์ บกเปี้ยน ลังเคี๊ยะที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมผัส รับรู้และรู้สึกก็มีลักษณะดุจเดียวกัน

บันทึกพรมแดนและไม่แดน
พรมแดนไทย-พม่าจากเหนือจรดใต้ใช้สันเขาและล่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่ง แต่การใช้ปากกาขีดแบ่งได้นำมาซึ่งการตัดแยกเครือข่าย สายใยสัมพันธ์ของกลุ่มคนและชาติพันธุ์เดียวกันออกจากกัน ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะเป็นฉาน กะเหรี่ยง มอญ อาข่า และสยามปักษ์ใต้ การเจรจาเพื่อใช้ปากกาขีดแบ่งดินแดนระหว่างสยามกับอังกฤษ เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2369 และอีกหลายครั้ง และครั้งสุดท้ายในวันที่ 1 มกราคม 2489 หรือ 2 ปีก่อนที่พม่าจะได้รับอิสรภาพ (The Geographer Office of the Geographer Bureau of Intelligence and Research, 1966: 1-10)
พรมแดนภูมิศาสตร์อาจจะมีการขีดแบ่งที่ชัดเจน แต่การขีดคนขังคน ขังความเป็นไทยหรือสยามไว้กับพื้นที่พึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน พรมแดนแม่น้ำปากจั่น-ด่านสิงขรต่างเป็นสถานที่ที่คนสยามและพม่าข้ามมานาน รัฐสยามและรัฐพม่าในอดีตมิใช่รัฐ-ชาติ มิได้ผูกความเป็นรัฐกับชาติและพื้นที่ภูมิศาสตร์หรืออำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนภูมิศาสตร์ไว้ด้วยกัน พรมแดนภูมิศาสตร์จึงมิได้ขังหรือครอบความเป็นสยามหรือพม่า พรมแดนภูมิศาสตร์จึงเป็นพรมแดนที่มีไว้ข้าม ดังชี้ไว้ชัดโดยเมียวเมี้ยนนักวิชาการพม่าว่าทำสงครามระหว่างพม่าและสยามในสมัยอยุธยามิใช่สงครามแย่งชิงพื้นที่และมิใช่สงครามระหว่างชาติ แต่คือ “สงครามริบเชลยอันทรงเกียรติ” (เมียวเมี้ยน, 2542: 72) หรือสงครามแย่งไพร่ ทาส เชลย สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพบันทึกในทำนองเดียวกันว่า “ธรรมเนียมการกวาดต้อนผู้คนพลเมืองไปจากถิ่นฐานเป็นปกติของการสงครามระหว่างสยามกับอาณาจักรเพื่อนบ้าน…แต่ชั้นเดิมไม่ว่าชาติใดภาษาใด ย่อมถือเป็นประเพณีของการสงครามอย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องกวาดต้อนเอาผู้คนพลเมืองที่ตีได้ไปเป็นเชลยสำหรับแจกจ่ายใช้สอย เสมอเป็นผลประโยชน์อย่างหนึ่งซึ่งควรได้ในการทำสงครามโดยชอบธรรม และที่สุดถือเป็นประโยชน์ที่ได้ผู้คนไปเพิ่มเติมเป็นกำลังให้กับเมืองของตน และทอนกำลังข้าศึกให้อ่อนลงในวันหน้าด้วย จึงได้ทำกันมาแต่ดึกดำบรรพ์” (ดำรงราชานุภาพ, 2545ก: 724) กล่าวในแง่นี้ชาติ สัญชาติ เชื้อชาติ ความเป็นสยามและพม่า จึงไม่สำคัญสำหรับรัฐสยามและพม่าในอดีต เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือกำลังแรงงานของทาส ไพร่ เชลย
การไม่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ภูมิศาสตร์ในฐานะพรมแดนระหว่างความเป็นสยามและพม่า มิได้จำกัดเฉพาะในรัฐสยามยุคอยุธยา ผู้นำไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็มิได้ให้ความสำคัญกับพรมแดน ดังเห็นได้จากคำตอบต่อการร้องขอของอังกฤษให้ไทยไปเจรจาเรื่องพรมแดนสยาม-พม่าว่า “ข้อที่จะใคร่ทราบว่าพรมแดนเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี เมืองทวายต่อกับพระราชอาณาจักรตรงไหน…ถ้าอังกฤษอยากจะทราบ…ก็ให้สืบถามพวกชาวเมืองทวาย เมืองตะนาวศรี เมืองมะริดที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่ริมชายแดนว่ารู้เห็นมาอย่างไร ก็ให้พาไปชี้เขตแดนที่ต่อกับไทยนั้นเถิด” (ดำรงราชานุภาพ, 2545ก: 672)
หลังการปะทะกับแผนที่ภูมิศาสตร์รัฐ-ชาติที่นำเข้าโดยลัทธิจักรวรรดินิยม ชนชั้นนำสยามก็ยังมิได้ให้ความสำคัญกับพรมแดนภูมิศาสตร์ในฐานะเครื่องกรองความเป็นสยามหรือพม่า ซึ่งเห็นได้จากข้อความที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกกล่าวนายไพลูกชายยาเลสุข เมื่อปี พ.ศ. 2489 ว่า จะอยู่ไทยหรือพม่าก็ขึ้นอยู่กับนายไพ แต่ “ถ้าตั้งตัวได้ดีแล้วควรอยู่พม่าสืบไป ขอให้เป็นสุขสำราญเถิด” (ดำรงราชานุภาพ, 2545ข: 426) ซึ่งชี้นัยว่าผู้ปกครองไทยมิได้ทำให้พรมแดนปากจั่น-มะลิวัลย์-สิงขรเป็นพรมแดนที่กรองความเป็นไทยและไม่เป็นไทย คนไทยที่ดำรงชีพทั้งสองฟากฝั่งจึงปฏิบัติการความเป็นไทยข้ามพรมแดน ดังสะท้อนชัดในกรณียาเลสุขและคนในเขตตำบลมะลิวัลย์ที่จัดแถว จัดพิธีรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช
แต่การปฏิบัติการการเป็นไทยหรือสยามข้ามพรมแดนมิได้มีเฉพาะในยุคของยาเลสุข และนายไพ คนสยามหรือไทยในระนอง ประจวบ ฯ ชุมพรในอดีตต่างข้ามสยามไปเรียนหนังสือหรือกิจการอื่นในฝั่งพม่าอย่างปกติดุจนายไพและยาเลสุข คนระนอง ชุมพร ประจวบฯ ข้ามฟากไปทอดกฐินหรือทำบุญข้ามพรมแดนที่มะริด บกเปี้ยน มะลิวัลย์และสิงขร และคนมะริด บกเปี้ยน เกาะสองและสิงขรข้ามมาทอดกฐินฝั่งไทยก็ปกติ การทอดกฐินข้ามพรมแดนเป็นเรื่องปกติทั้งในอดีตและปัจจุบัน พระจากฝั่งไทยข้ามไปจำวัดที่วัดสยามฝั่งพม่าก็มีมาก พระสยามฝั่งพม่าข้ามมาเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยก็หลายรุ่น จดหมายจากตะนาวศรี ของ บ. ธรรมบุตรก็สะท้อนการปฏิบัติการการเป็นพลเมือง เครือญาติ วัฒนธรรม การค้า ศาสนาและการทำบุญข้ามพรมแดนของคนไทยตะนาวศรี-สิงขร-ประจวบ ฯ
กล่าวโดยสรุป พรมแดนภูมิศาสตร์ พรมแดนวัฒนธรรม-วิถีชีวิตและสังคมในอดีตมิใช่เครื่องกรองความเป็นคนสยาม มิได้แบ่งแยกคนไทยที่อยู่ในมะริด-ตะนาวศรี-บกเปี้ยน-สิงขร-ลังเคี๊ยะออกจากคนไทยในพังงา-ชุมพร-ระนอง-ประจวบคิรีขันธ์
เมื่อพรมแดนภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตมิได้เป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อการเป็นไทยของไทยพลัดถิ่น พรมแดนที่กรองความเป็นไทยและสกัดกั้นความเป็นไทยของไทยพลัดถิ่นจึงน่าจะอยู่ที่บัตรประชาชนและความหวาดระแวงที่สร้างขึ้นโดยผู้นำไทยยุคใหม่ ผู้นำที่มองความเป็นไทยเท่ากับบัตรประชาชนและมองความเป็นไทยอย่างไร้ประวัติศาสตร์
ตามเอกสารของกรมการปกครอง รัฐไทยเริ่มใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อความสะดวกในการปกครองและควบคุมราษฎรนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2486 เป็นต้นมา แต่บัตรประชาชนก็มิใช่สิ่งเดียวที่กรองความเป็นไทยโดยสมบูรณ์ เพราะในยุคนั้นรัฐมิได้กำหนดว่าผู้ถือบัตรประชาชนต้องมีสัญชาติไทย การมิได้กำหนดสัญชาติในบัตรประชาชน (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในกรมการปกครอง, 2540) จึงส่งผลให้ไทยพลัดถิ่นที่อพยพจากฝั่งพม่าสามารถมีบัตรประชาชนและเป็นไทยโดยสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน ดังเห็นได้จากกรณีของนายเจียน ชุยยังและผู้ติดตามที่อพยพเข้ามาฝั่งไทยที่หาดจิก จังหวัดระนองกว่า 80 ครอบครัวเมื่อปี 2493 และไปทำบัตรประชาชนตามที่รัฐในท้องถิ่น ผลก็คือทั้งนายเจียนและผู้ติดตามล้วนมีบัตรประชาชนไทยและเป็นไทยสมบูรณ์นับจากวันนั้น (นายเจียน ชุยยัง ปัจจุบันอายุ 77 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 2 ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา นายเจียนเกิดที่ห้างปรุ ปู่ของนายเจียนอพยพไปอยู่บกเปี้ยนในสมัยอยุธยาที่พม่ายกทัพมาตีเมืองตะกั่วป่า นายเจียนประกอบอาชีพเป็นพ่อค้า ข้ามฟากเพื่อการชื้อขายไปมาระหว่างฝั่งไทย-พม่า) แม้ว่ากว่า 200 คนของคนกลุ่มนี้จะเกิดที่หมู่บ้านห้างปรุ ตำบลบกเปี้ยน ฝั่งพม่าก็ตามที
บัตรประจำตัวประชาชนพึ่งเริ่มมีบทบาทในการกำหนดความเป็นไทยและไม่เป็นไทยของไทยพลัดถิ่นหลังปี 2506 เป็นต้นมา โดยในปี 2505 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ตราและประกาศใช้พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่จะมีบัตรประชาชนไทย ต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย และการกำหนดความเป็นไทยของไทยพลัดถิ่นด้วยบัตรประชาชนเริ่มเริ่มเด่นชัดและเข้มงวดมากขึ้นในยุคที่รัฐไทยมีประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อ 19 มีนาคม 2519 ที่กำหนดความเป็นไทยด้วยบัตรประชาชนและเสี้ยววินาทีสุดท้ายของวันที่ 18 มีนาคม 2519 ภายใต้ประกาศนี้ไทยพลัดถิ่นถูกจัดและกำหนดให้มีสถานะเดียวกันกับคนกะเหรี่ยง พม่า ม้ง เวียตนามและผู้อพยพอื่น

ท้ายบันทึก—ท้ายชีวิต
ไทยพลัดถิ่นคือกลุ่มคนที่มาจากพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ไทยชาตินิยมพร่ำสอนเด็กสยามฝั่งไทยมาโดยตลอดว่า คือ “ดินแดนที่ไทยสูญเสียไป” ไทยพลัดถิ่นคือกลุ่มคนที่ผู้เอาดินแดนระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นชาวสยามดังสะท้อนชัดในหนังสือราชกิจ ไทยพลัดถิ่นคือกลุ่มคนที่พม่าเรียกว่าฉ่าหรือฉ่าปะชู แต่การเป็นสยาม/ฉ่า/ฉ่าปะชูและเป็นคนที่มาจากดินแดนที่สูญเสียไป มิได้ทำให้สถานะของพวกเขาเป็นสยามหรือไทยที่สมบูรณ์
ในมิติประวัติศาสตร์ คนที่ถูกเรียกว่าคนไทยพลัดถิ่นข้ามพรมแดนมิได้ข้ามพรมแดนรัฐ พรมแดนความเป็นไทยและพลัดถิ่น สิ่งที่พวกเขาข้ามคือแม่น้ำและช่องเขา เพื่อไปตั้งหลักแหล่ง ทำมาหากิน ทำบุญและอื่นๆ ที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำและช่องเขา บางครั้งถูกกวาดต้อนด้วย “สงครามริบเชลยอันทรงเกียรติ” ของสยามและพม่า พวกเขาจึงมิได้ข้ามทั้งพรมแดนความเป็นไทยและพม่า ปัญหาที่เกิดและกระทบต่อพวกเขา พวกเขามิได้ก่อ คนก่อคือผู้มีอำนาจเหนือ และผู้มีอำนาจเหนือต่างหากที่ขีดแบ่งให้พวกเขากลายเป็นคนคนละฝั่งและมิให้พวกเขาเป็นสยาม พวกเขาไม่ใช่ “คนพลัดถิ่น” เพราะพวกเขามิได้กระจายไปแห่งใด พวกเขาอยู่กับที่และวนเวียนอยู่ระหว่างพื้นที่มะริด-ตะนาวศรี-มะรัง-มะลิวัลย์-ลังเคี่ยะ-เกาะสอง-บกเปี้ยน-สิงขร-ประจวบ-ชุมพร-หลังสวน-ระนอง การขีดพรมแดนด้วยอำนาจปากกาที่มีกระบอกปืนอยู่เบื้องหลังต่างหากที่ทำให้ถิ่นหรือแผ่นดินเลื่อนจากและทำให้พวกเขากลายเป็น “คนถิ่นพลัด” พวกเขาคือกลุ่มคนที่ร่วมวัฒธรรมและเป็นส่วนเดียวกันกับวัฒนธรรมไทยและไทยปักษ์ใต้ฝั่งไทย
การขีดพรมแดนคือการขีดแบ่งความเป็นไทยในทัศนะของรัฐไทยและชนชั้นกลางของไทยเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่สำหรับไทยพลัดถิ่นพรมแดนคือสิ่งที่มีไว้ข้าม มิใช่เส้นแบ่งความเป็นไทย มะริด-ตะนาวศรี-สิงขร-ประจวบ-ระนอง-ชุมพรคือบ้านและบ้านญาติที่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำและสันเขา ความผูกพันของพวกเขาจึงมีอยู่ทั้งสองฝั่ง ฝั่งมะริด-ตะนาวศรี-สิงขรคือแผ่นดินไทยที่มายาวนาน พรมแดนไทยและพม่าในทัศนะของไทยมะริด-ตะนาวศรี-สิงขร คือ “แนวไม้แขวก” ที่ไม้เบนออกจากกัน ฝั่งหนึ่งเป็นไทย ฝั่งหนึ่งเป็นพม่า แนวไม้แขวกที่ว่าคนแก่เฒ่าไทยพลัดถิ่นบางท่านระบุว่าอยู่เหนือมะริดขึ้นไป บางท่านว่าเหนือทวายขึ้นไป
ไม่ว่าแนวไม้แขวกจะอยู่ที่ใด จะมีจริงหรือไม่ ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ คนสิงขร-มะริด-ตะนาวศรีมิได้ถือตนว่าเป็นพม่า แต่ถือตนว่าเป็นไทย การอยู่ในมะริด-ตะนาวศรี-สิงขร-บกเปี้ยน-มะลิวัลย์-ช้างฟัง-ลังเคี๊ยะ-ห้างปรุ คือการอยู่บนผืนดินไทย ที่ไทยพลัดถิ่นถือเป็นเขตไทยนานมา สำนึกการอยู่ในแผ่นดินไทยและสำนึกความเป็นไทยของไทยพลัดถิ่นอาจสัมผัสได้การพบปะพูดคุยกับไทยพลัดถิ่นและจากการปฏิบัติดังที่บันทึกในเที่ยวเมืองพม่าและจดหมายจากตะนาวศรี
ในหนังสือจดหมายจากตะนาวศรี บ. ธรรมบุตรบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ไทยติดแผ่นดินเกลียดคือ ปอตาทา หรือการที่คนไทยถูกเกณท์และบังคับโดยทหารพม่าและกระเหรี่ยงให้ไปแบกสัมภาระเพื่อให้พม่ารบกับกระเหรี่ยงและเพื่อให้กระเหรี่ยงรบกับพม่า (บ. ธรรมบุตร, 2547: 42) แต่อีกสิ่งที่ “ไทยพลัดถิ่น” เกลียดและรังเกียจพอกันหรือมากกว่าปอตาทา คือ การถูกรัฐไทยและคนไทยในฝั่งไทยยัดเยียดให้เป็นพม่า และ ”คนสองน้ำ” (มีความหมายประมาณ “คนสองเจ้า บ่าวสองนาย”) การเป็นพม่าคือสิ่งที่พวกเขาและเธอรังเกียจ-ปฏิเสธ “คนสองน้ำ” คือทัศนะเมื่อวันวาน ที่มองความเป็นไทย ความเป็นชาติภายใต้กับดักภูมิศาสตร์อันคับแคบของฝรั่ง
ด่านสิงขร แม่น้ำปากจั่นคือพรมแดนที่คนไทยข้ามมาโดยตลอด การทำบุญข้ามพรมแดน การใช้ชีวิตข้ามพรมแดน การปฏิบัติการการเป็นพลเมืองข้ามพรมแดนคือสิ่งที่ไทยพลัดถิ่นกระทำมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังปี 2530 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการเมืองของพม่า กล่าวคือในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดการสู้รบอย่างรุนแรงระหว่างทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ที่ไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่ รัฐบาลทหารพม่าได้เริ่มหันมาใช้นโยบายการกลายกลืนทางชาติพันธุ์ นโยบายพัฒนาพื้นที่ชายแดนที่รัฐบาลพม่าโยกย้ายผู้คนเพื่อตัดสลายอำนาจของชนกลุ่มน้อย
การสู้รบทำให้หมู่บ้านคนไทยกลายเป็นทุ่งสังหาร บ้านเรือนถูกเผาผลาญ ชายไทยถูกเกณฑ์และข่มขู่บังคับไปแบกสัมภาระนำหน้ากองทหารพม่าสู้รบกับชนกลุ่มน้อย และนำหน้าชนกลุ่มน้อยสู้รับกับทหารพม่า ทรัพย์สินข้าวของถูกบังคับแย่งชิงทั้งจากทหารพม่า กองกำลังชนกลุ่มน้อย กองกำลังนักศึกษาพม่าและโจรแขกลิงค์ (บ. ธรรมบุตร, 2547: 101-104)
)นโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและนโยบายการกลายกลืนทางชาติพันธุ์ได้นำพระพม่าเข้าครอบวัดไทย โรงเรียนพม่ารุกคืบเข้าสู่หมู่บ้านไทย คนไทยถูกโยกย้ายไปยังที่ที่ปราศจากความอุดมสมบูรณ์ ผนวกกับการดำรงอยู่ในฐานะพลเมืองชั้นสอง ได้ส่งผลให้ไทยพลัดถิ่นบางส่วนคิดถึงเมืองไทย และลาสิงขรกลับฝั่งไทย
แต่ไม่ว่าจะลาสิงขร ลาบกเปี้ยน ลังเคี๊ยะ ช้างฟัง ห้างปรุ ลาชีวิต “เปลือยเปล่า” ในพม่า สละบ้านเรือน “นาสวนร้อยไร่ วัวควายพันตัว” ก็มิได้นำมาซึ่งชีวิตสมบูรณ์ในฝั่งไทย เพราะไทยพลัดถิ่นถูกทำให้เป็น “ไทยเถื่อน…เถื่อนทั้งสองทาง…อ้างว้างดุจไร้แผ่นดิน” เมื่อเป็นไทยเถื่อน เถื่อนทั้งในฝั่งพม่าและฝั่งไทย ไทยพลัดถิ่นจึงได้แต่คอย รอคอย คอยและคอยวันได้สัญชาติไทย ดังเพลง “คอย”

“คอยเฝ้าคอย คอยวันนั้น คอยวันที่ฉันได้สัญชาติไทย เกิดในต่างแดน ในแคว้นพม่าแดนไกล ที่เคยเป็นเขตไทยนานมา
วีรชนผู้กล้าแลกได้มาด้วยเลือดด้วยเนื้อ เพื่อลูกหลานคนไทย เมื่อก่อนนั้น แผ่นดินไทยกว้างไกลมากมาย มะริด ทวาย ตองอู แต่ต้องเสียไปมีหรือใครบ้างไม่รู้ น้ำตาไทยพร่างพรูรินไหล
มหาอำนาจยิ่งใหญ่ย่ำยีไทย เข้ามาแบ่งปัน พวกเรานั้นพลัดถิ่น ต้องจากลามาเมืองไทย ไม่ไหวเขาใจร้ายรังแก ข่มเหงน้ำใจเราเหมือนดังไม่ใช่คน แล้วใครจะอดทนอยู่ไหว จำต้องมาเมืองแม่พ่อเที่ยงแท้ของเราลูกไทย อุ้มลูกไว้สักคน
ขอฝากกลอนวอนคนไทยอย่าหยามใจ เพราะเราไทยด้วยกัน ด้วยบารมีพระพ่อเป็นที่สำคัญ ศูนย์รวมของเรานั้น เราลูกไทย จงรักกันไว้เถิด เกิดที่ไหนก็ไทยทั้งนั้น พวกเรานั้นคนไทย”

ปัจจุบัน ไทยพลัดถิ่นยังคอยและหวังว่ารัฐไทยจะเป็นรัฐที่บรรลุธรรม/ตาสว่างและมองทะลุความเป็นชาติและพลเมืองข้ามพรมแดน ดังรัฐในลาตินอเมริกาและคาริบเบียนกว่า 20 รัฐที่ประกาศ/เปลี่ยนกฎหมายให้ 2 สัญชาติ 2 พลเมืองแก่คนพลัดถิ่นของตนที่ไปอาศัยอยู่ในต่างแดน แม้คนพลัดถิ่นนั้นจะได้สิทธิการเป็นพลเมืองของประเทศพักพิงไปแล้วก็ตาม หรือดังรัฐเฮติที่มิได้ให้สองสัญชาติ แต่ประกาศให้คนพลัดถิ่นเฮเตียนที่อาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาคือบุคคลที่อยู่ในจังหวัดที่สิบของเฮติ (Peggy Levitt and Rafael de la Dehesa, 2003: 587-611; Michael Jones-Correa, 2001: 977-1029; Michel S. Laguerre, 1999: 633-651; Nina Glick Schiller and Georges Fouron, 1998: 130-161) ซึ่งส่งผลให้คนพลัดถิ่นกลายเป็นคนที่มีสิทธิโดยสมบูรณ์ในประเทศมาตุภูมิ
แต่นั่นคือการคอยและหวังที่ไร้หวัง เพราะรัฐไทยในปัจจุบันทำให้ “เมืองแม่พ่อเที่ยงแท้” แห่งนี้ เป็นเมืองที่ไม่ “อุ้มลูกไว้สักคน” เป็นรัฐที่ไม่ยอมให้ใคร “แยกดินแดน” และ “ร่วมดินแดน-ร่วมความเป็นไทย” แม้คนคนนั้นจะเป็นประดุจเงาในกระจกของตนเมื่อ 50-70 ปีก่อน รัฐคงต้องการแค่คนที่กองรวมกันในแผ่นดินที่ขาดความสัมพันธ์และภักดีต่อชาติและรัฐ รัฐไม่ต้องการความผูกพันและภักดีของไทยพลัดถิ่น เพลงที่พวกเขาร้องก็คงไม่มีใครได้ยินและใส่ใจ เพราะรัฐไทยปัจจุบัน เข้าใจความเป็นไทยเท่ากับบัตรประชาชนและจบลงตรงฝั่งแม่น้ำปากจั่นและด่านสิงขร
ตามรากคำ คนพลัดถิ่นหรือ diaspora คือคนที่กระจายออกจากแดนมาตุภูมิ ไปอยู่ในต่างแดน แต่ยังคงผูกพันและสืบทอดวัฒนธรรมมาตุภูมิ คนพลัดถิ่นจึงมักจะถูกรังเกียจจากประเทศพักพิง แต่ความผูกพันกับมาตุภูมิ สืบทอดวัฒนธรรมมาตุภูมิและภักดีต่อมาตุภูมิของไทยพลัดถิ่น กลับถูกเดียดฉันท์ทั้งจากรัฐพม่าและรัฐไทยที่เป็นมาตุภูมิ ไทยพลัดถิ่นจึงกลายเป็นคนพลัดถิ่นทั้งในถิ่นพม่าหรือในมะริด-สิงขร-ตะนาวศรี-บกเปี้ยน-ลังเคี๊ยะ-เกาะสอง ที่ไทยพลัดถิ่นถือเป็นเขตไทยนานมา และเป็นคนพลัดถิ่นในแผ่นดินมาตุภูมิของตน ไทยพลัดถิ่นจึงกลายเป็นคนที่ไม่มีบ้าน ไม่มีมาตุภูมิที่ให้ชีวิต ให้ความสุข ความอบอุ่น ความเข้าใจและความเอื้ออาทร
การรักษาวัฒนธรรมและความเป็นไทยในฝั่งพม่าและการมาจากฝั่งพม่า ทำให้ไทยพลัดถิ่นกลายเป็นคนที่ “อยู่พม่าเขาเกลียดเพราะเป็นไทย อยู่ไทยเขาให้เป็นพม่า” ไทยพลัดถิ่นจึงเป็นไทยเถื่อน เถื่อนทั้งสองทาง อ้างว้างดุจไร้แผ่นดิน ไม่มีที่ไปและไปไหนไม่ได้ ไทยพลัดถิ่นจึงเป็นเสมือน “ผู้ไม่มีสิทธิที่จะมีสิทธิ” ทั้งในรัฐไทยและรัฐพม่า
การทำให้ไม่มีบ้าน ไม่มีมาตุภูมิ ไม่มีสิทธิที่จะมีสิทธิ มิได้รับการยอมรับโดยสังคมใด ชีวิตไทยพลัดถิ่นจึงเป็นชีวิตที่ไร้สิทธิ ไร้เสียง ไร้สรรพสำเนียงและไร้ชีวิต เป็นชีวิตที่เปลือยเปล่า เวลาหนาวก็หนาวกว่า เวลาร้อนก็ร้อนยิ่ง เป็นชีวิตที่ไร้ค่า ไร้ความหมาย ไม่มีที่ไปและไปไหนไม่ได้ เป็นชีวิตที่มิได้เป็นมนุษย์และมิได้เป็นสัตว์ เป็นชีวิตที่ใครๆ ก็สามารถฆ่า ทำลาย ข่มขืน ข่มขู่และรังแก ชีวิตที่เผชิญกับอำนาจดิบเถื่อนและเปิดสู่ความตาย (Agamben, 1998) ชีวิตที่รอวันตายและกำลังตายจาก “เมืองแม่พ่อเที่ยงแท้” ที่ไทยเถื่อน…เถื่อนทั้งสองทางผูกพันนานมา

บันทึกท้ายเรื่อง
[1] บทความประกอบการสัมมนาเรื่อง “วิถีวัฒนธรรม ชุมชนคนพื้นถิ่นชายฝั่งอันดามัน: ชาวเลและไทยพลัดถิ่น” 25 สิงหาคม 2548 ณ อันดาบุรี รีสอร์ท อ. ตะกว่าป่า จ. พังงา จัดโดยมูลนิธิชุมชนไทย บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “ไทยพลัดถิ่นกับข้อจำกัดขององค์ความรู้ว่าด้วยรัฐ-ชาติในสังคมไทย” ซึ่งนำเสนอต่อคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2549 ผู้เขียนใคร่ขอขอบพระคุณพี่น้องไทยพลัดถิ่นทุกท่าน รศ.ดร. ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ที่มีส่วนทำให้การทำวิทยานิพนธ์สำเร็จลงได้ ทั้งยังมีส่วนสนับสนุนให้บทความชิ้นนี้ปรากฏขึ้น อย่างไรก็ตาม บทความชิ้นนี้ยังคงรูปเดิมที่นำเสนอเมื่อปี 2548 โดยผู้เขียนมิได้ปรับแก้ในประเด็นใด
[2] อาจารย์สาขาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, รัฐศาสตร์บัณฑิต (การเมืองการปกครอง), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, MA. (Anthropology), Ateneo de Manila University, รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต, คณะรัฐศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เอกสารอ้างอิง
การปกครอง, กรม. ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนจากอดีต…ถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: กรมการปกครอง, 2540.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา. พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า. กรุงเทพ ฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2545ก.
_________. เที่ยวเมืองพม่า. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2545ข.
บ. ธรรมบุตร (นามแฝง). จดหมายจากตะนาวศรี. กรุงเทพ ฯ: มูลนิธิธนาคารกรุงเทพ, 2547.
ฐิรวุฒิ เสนาคำ. “แนวคิดคนพลัดถิ่นกับการศึกษาชาติพันธุ์,” น. 191-286, รวบรวมโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. ว่าด้วยแนวทางการศึกษาชาติพันธุ์. (กรุงเทพ ฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2547).
พรพิมล ตรีโชติ. ชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2542.
แพง เพชรพันกะรัต. “ด่านสิงขรอยู่ที่ไหนกันแน่ ?” ศิลปวัฒนธรรม (มิถุนายน, 2545) : 119-121.
ไมเคิล ไรท์. “ศิลปวัฒนธรรมสยาม หยุดยั้งตรงเส้นชายแดนหรือ?” ศิลปวัฒนธรรม (มิถุนายน, 2545) : 114-117.
เมียวเมี้ยน. “ศึกอลองพญา (พ. ศ. 2302-2303),” บรรณาธิการโดย สุเนตร ชุตินธรานนท์. พม่าอ่านไทย : ว่าด้วยประวัติศาสตร์และศิลปะไทยในทรรศนะพม่า, น. 69-102. กรุงเทพ ฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2542.
ราชฑูตเปอร์เชีย, คณะ. สำเภากษัตริย์สุลัยมาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2545.
ศิลปากร, กรม. บันทึกเรื่องสัมพันธภาพระหว่างกรุงสยามกับนานาประเทศในคริตศตวรรษ ที่ 17, เล่ม 4. กรุงเทพ ฯ: กรมศิลปากร, 2525.
สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์. ประวัติศาสตร์ไทใหญ่. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2544.
สมมิตร ปิติพัฒน์และคณะ. ชุมชนไทในตอนเหนือของพม่า. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545.
Agamben, Giorgio. Homo Sacer: Sovereign Power, and Bare Life. Stanford: Stanford University Press, 1998.
Agnew, John and Stuart Corbridge. Mastering Space: Hegemony, Territory and International Political Economy. London and New York: Routledge, 1995.
Arendt, Hannah. The Origins of Totalitarianism. New York: A Harvest Book, 1994.
Choisy, Abbe de. Journal of a Voyage to Siam 1685-1686. Singapore: Oxford University Press, 1993.
Collis, Maurice. Siamese White. Bangkok: AVA Publishing House, 1996.
Gervaise, Nicolas. The Natural and Political History of the Kingdom of Siam. Bangkok: White Lotus, 1998.
The Geographer Office of the Geographer Bureau of Intelligence and Research, “Burma-Thailand Boundary,” International Boundary Study No. 63 (February, 1966).
Glick Schiller, Nina and Georges Fouron, “Transnational Lives and National Identities: the identity politics of Haitian immigrants,” pp. 130-161. Edited by Luis Guarnizo and Michael Smith. Transnationalism from Below. New Brunswick: Transaction Publishers, 1998.
Imperial Gazetteer of India, Vol. 1-25, http://dsal.uchicago.edu/ reference/gazetteer/
Jones-Correa, Michael. “Under Two Flags: dual nationality in Latin America and its consequences for nationalization in the United States,” International Migration Review Vol. 35, No. 4 (2001) : 977-1029.
Laguerre, Michel S. “State, Diaspora, and Transnational Politics: Haiti reconceptualized,” Millennium: Journal of International Studies Vol. 28, No. 3 (1999) : 633-651.
Levitt, Peggy and Rafael de la Dehesa. “Transnational Migration and the Redefinition of the State: variations and explanation,” Ethnic and Racial Studies Vol. 26, N. 4 (2003): 587-611.
Scott, Sir James. Burma: A Handbook of Practical Information. Bangkok: Orchid Books, 1999.
Smith, H. Warrington. Five Years in Siam: From 1891-1896, Vol. 1-2, Bangkok: White Lotus, 1994.
Smithies, Michael. “Seventeenth Century Siam: Its extent and urban centres according to Dutch and French observers,” Journal of the Siam Society Vol. 83, Parts 1 & 2 (1995) : 63-78.
Smithies, Michael (ed.) Alexander Hamilton: A Scottish Sea Captain in Southeast Asia, 1689-1723. Chiang Mai: Silkworm Books, 1997.
Sunait Chutintaranond, “Leading Port Cities in the Eastern Martaban Bay in the Context of Autonomous History,” pp. 9-24. Edited by Sunait Chutintaranond and Chris Baker. Recalling Local Pasts: Autonomous History in Southeast Asia. Bangkok: Silkworm Books, 2002.
White, Walter G. The Sea Gypsies of Malaya. Bangkok: White Lotus, 1997.



โดย : ฐิรวุฒิ เสนาคำ   email : sthirawu@wu.ac.th เมื่อ วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม 2550 เวลา 22:28:13 น. ip 58.137.16.2, ลบ

ความคิดเห็นที่ 2

[ข้อมูลต่อไปนี้ เป็นส่วนหนี่งของดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนเรื่อง "ไทยพลัดถิ่นกับข้อจำกัดขององค์ความรู้เรืองรัฐ-ชาติในสังคมไทย" ที่นำเสนอต่อคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2549 ผู้อ่านปรารถนาฉบับเต็มของวิทยานิพนธ์กรุณาติดต่อตาม email ที่ปรากฏ]

ไทยพลัดถิ่นในพม่าและในไทย

ปัจจุบัน แม้เราจะมีเอกสารวิชาการเกี่ยวคนไทยหรือสยามในพม่าจำนวนพอควร (สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์, 2544; พรพิมล ตรีโชติ, 2542; กัญญา ลีลาลัย, 2544) กระนั้น ความรู้และความเข้าใจต่อกลุ่มคนที่ถือตนเป็นไทยพลัดถิ่นในพม่ากลับขาดหายในสังคมไทย บทที่ 2 มุ่งถักทอเรื่องราว ร่องรอยและการดำรงอยู่ของไทยพลัดถิ่น เนื้อหาหลักแบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรก ให้ภาพร่องรอยไทยพลัดถิ่นในดินแดนพม่าในอดีต ส่วนที่สอง กล่าวถึงการดำรงอยู่ของไทยพลัดถิ่นในพม่ายุคปัจจุบัน ส่วนที่สามกล่าวถึงการอพยพของไทยพลัดถิ่นสู่ฝั่งไทย และส่วนที่สี่กล่าวถึงการดำรงอยู่ของไทยพลัดถิ่นในสังคมไทย

2.1 ร่องรอยไทยพลัดถิ่นในพม่า

ในพม่า ไทยพลัดถิ่นถูกเรียก “ฉ่า” (ไทย) “โยเดียฉ่า” (ไทยอยุธยา) “ฉ่าปะซู” (ไทยแขก) ไทยพลัดถิ่นส่วนใหญ่อาศัยและตั้งหลักแหล่งในเขตตะนาวศรี (Tennasserim Division) หรือเขตตะนิ้นตายี (Tanintaryi Division) ของสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 3 อำเภอ คือ อำเภอเกาะสอง (Kawthaung District) ครอบคลุมพื้นที่เกาะสอง มะลิวัลย์ (มะลิวัน/มะลิวุน) มะรัง (หมาราง) สิบไมล์ สิบเก้าไมล์ ยี่สิบสองไมล์ ตลาดสุหรี/กะระธุรี (Kara Thuri) บกเปี้ยน/ปกเปี้ยน/บอกเปง (Bokpyin) และลังเคี๊ยะ/เล็งยา (Lenya) อ่าวบ้า อ่าวจีน อ่าวใหญ่ ช้างพัง เกาะซุนตง (ชินตง/สามไมล์) แหลมแรต แมะปูเตะ อำเภอมะริด/เม็ค (Mergui/Myeik District) ครอบคลุมพื้นที่ เช่น เมืองปะลอ (Palaw) เมืองมะริด เมืองตะนาวศรี และตำบลสิงขร (Thein Khun) และอำเภอทวาย (Dewe District) ครอบคลุมพื้นที่ เช่น เมืองทวาย เมืองทะเยฉวง (Thayetchung) และเย้
เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีระบุว่า ตะนาวศรีอันเป็น “ที่เกิด ที่กิน ที่อยู่ ที่ตายและที่จากมา” (มุมหนึ่งของพวกเรา, วีดิทัศน์) ของไทยพลัดถิ่นในปัจจุบัน ปรากฏตัวและมีฐานะเป็นอาณาจักรอิสระมาก่อนอาณาจักรพะโค เมาะตะมะ อังวะ สุโขทัยและอยุธยา (Sunait Chutintaranond, 2002, pp. 12, 17-18) หลังโปรตุเกสยึดครองมะละกาต้นคริสตศตวรรษที่ 16 มะริด-ตะนาวศรีกลายเป็นเมืองท่าสำคัญของอาณาจักรสยาม และมีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การค้าระหว่างยุโรปกับเอเชีย และเป็นจุดที่พ่อค้าและนักการทูตผู้เดินทางเข้ามาในอาณาจักรสยามเมื่อกลางคริสตศตวรรษที่ 17 ระบุว่า เมืองมะริดตกอยู่ภายใต้อำนาจกษัตริย์สยาม (Smithies, 1997, pp. 16, 42; White, 1997, pp. 27, 34-35) ราชอาณาจักรสยามสมัยพระนารายณ์มีอาณาเขตแผ่ถึงปัตตานี ลาว ภูเขียว เขมร อังวะ พะโคและมะละกาทั้งหมด มีเมืองท่าสำคัญคือมะริดและภูเก็ต มะริดเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยที่สุดในบรรดาเมืองท่าตะวันออก อาณาจักรสยามประกอบด้วยจังหวัดสำคัญคือ พิษณุโลก ตะนาวศรี กรุงเทพฯ และเพชรบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่และมีประชากรมากที่สุดในอาณาจักร ชาวสยามทำสงครามยาวนานกับกรุงอังวะเพื่อยึดเมืองตะนาวศรี อันเป็นเมืองที่มีชื่อด้านความเก่าแก่และรู้จักกันดีโดยนักเดินเรือ (Gervaise, 1998, pp. 7, 15, 40, 58; Choisy, 1993, pp. 186, 213, 223, 232-237)
เอกสารบางฉบับกล่าวถึงการดำรงอยู่ของผู้คนและชาวสยามในมะริด-ตะนาวศรี เช่น แอนดริว (Andrew, 1962, pp. 279-280) และ พระบริหารเทพธานี (2541, น. 325) ระบุว่า ตะนาวศรีก่อตั้งโดยกลุ่มคนสยาม นิโคลาส แซร์แวสบันทึกว่าตะนาวศรีเป็นเมือง “คอสโมโปลิแตน (cosmopolitan)” หรือเมืองที่กอปรด้วยความหลากหลายของชนชาติ วัฒนธรรมและความคิดอ่าน คนส่วนใหญ่แทบจะเป็นคนต่างด้าว (Gervaise, 1998, p. 40) คณะราชฑูตจากเปอร์เชียระบุว่า ปี พ. ศ. 2228 มีข้าราชการชาวสยาม และประชากรสยามในตะนาวศรีประมาณ 5-6 พันครัวเรือน (2548, น. 16-18)
เอกสารข้างต้น ดูจะชี้ให้เห็นร่องรอยไทยพลัดถิ่นสืบย้อนไปไกล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ เอกสารข้างต้นส่วนใหญ่เขียนจากกรอบแนวคิดรัฐ-ชาติมาตรฐาน และนำแนวคิดรัฐ-ชาติมาตรฐานไปครอบรัฐไทยและรัฐพม่าในอดีต รัฐไทยในอดีตจึงประกอบด้วยพื้นที่และประกอบด้วยจังหวัด การนำเอาแนวคิดและความหมายรัฐ-ชาติไปครอบอดีตเช่นนี้ ธงชัย วินิจจะกุล แลเห็นว่าเป็นการกระทำที่ดูจะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของรัฐพม่า และรัฐสยามเมื่อครั้งอดีต (Thongchai Winichakul, 1998) ดังนั้น ในส่วนนี้ผู้เขียนจึงใคร่ขอสรุปเพียงว่า มะริดกับตะนาวศรีอาจจะมีความเกาะเกี่ยวกับรัฐสยามมากกว่ากับรัฐพม่า การเกาะเกี่ยวนี้ ไม่จำเป็นต้องปรากฏในรูปแบบรัฐ-ชาติ เพราะอาจจะเกาะเกี่ยวโดยสายสัมพันธ์หรือเครือข่ายทางการเมืองในรูปของรัฐแบบแมนดาล่า หรือรัฐเครือข่ายหรือรัฐก่อนภูมิอัตตา ซึ่งจะกล่าวถึงอีกครั้งในบทที่ 5
ยิ่งกว่านั้น แม้เอกสารข้างต้นจะระบุว่า เมืองตะนาวศรีก่อตั้งโดยกลุ่มคนสยาม แต่เอกสารข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีรายละเอียดอื่นเพียงพอที่เชื่อมโยงสยามผู้ก่อตั้งเมืองเข้ากับไทยพลัดถิ่นได้โดยตรง เว้นแต่ว่าเราจะยึดตามเรื่องเล่าของไทยพลัดถิ่นที่กล่าวว่า “ตะนาวศรีก่อตั้งโดยคนไทย...ลูกหลานไทยพลัดถิ่นไม่ว่าจะอยู่มุมใดในเขตตะนาวศรี ต้องไปร่วมพิธีเฉลิมเมือง ร่วมทำบุญขอการปกป้องคุ้มครองจากบรรพบุรุษไทยผู้ก่อตั้งเมือง” (หยีด ชูแก้ว, สัมภาษณ์)
อย่างไรก็ตาม ร่องรอยของไทยพลัดถิ่นในตะนาวศรีของพม่าดูจะมีรายละเอียดและเชื่อมโยงกับไทยพลัดถิ่นในปัจจุบันมากขึ้นในช่วงประมาณปลายคริสตศตวรรษที่ 19 และต้นคริสตศตวรรษที่ 20 กล่าวคือ เอกสารที่จัดทำในระยะเวลาดังกล่าว เช่น เซอร์ เจมส์ สก๊อตต์ให้ข้อมูลว่า มณฑลตะนาวศรีภายใต้จักรวรรดิอังกฤษประกอบด้วยมอญ พม่า กะเหรี่ยง ฉาน และประชากรประมาณ 19,631 คนพูดภาษาสยาม แม้คนพูดภาษาสยามจะไม่จำเป็นต้องเป็นคนสยาม แต่สก๊อตต์ก็เขียนต่อว่า คนสยาม (Siamese) ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอทวาย อัมเฮิสต์และมะริด (Scott, 1999, p. 115)
ร่องรอยไทยพลัดถิ่นในพม่าถูกกล่าวย้ำอีกครั้งในงานของมอริค คอลลีส อดีตข้าราชการอังกฤษประจำเมืองมะริดกล่าวย้อนหลังว่า มะริดต้นคริสตศตวรรษที่ 20 มีประชากรประมาณ 20,000 คน ประกอบด้วยพม่า สยาม มาเลย์ จีนและอินเดีย คอลลีสให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกเมืองมะริดหมู่บ้านชาวสยามตั้งเรียงรายบนสองฟากฝั่งแม่น้ำตะนาวศรี เรื่อยมาจากมะริดจนถึงตะนาวศรี (Collis, 1996, pp. 17, 36, 42-45)
เฮช. วาร์ริงตัน สมิท บันทึกการเดินทางข้ามแดนสยามไปตะนาวศรีเมื่อปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ว่า หลังสงครามอังกฤษกับพม่าครั้งที่ 1 มะริด ทวาย เย้และตะนาวศรีตกเป็นของอังกฤษ แต่อำเภอมะริดยังมีคนสยามอาศัยอยู่ ขากลับสมิทเดินทางไประนองและแม่น้ำปากจั่น และปากจั่นที่เขาพบเห็นมิได้เป็น “รอยแยก” หรือ “เส้นแบ่ง” ความเป็นสยามกับพม่า ฝั่งพม่าตรงข้ามอำเภอกระบุรีคือเมืองมะลิวัลย์ แม้พม่ากับสยามจะเป็นศัตรูกันมาเนิ่นนาน แต่คนฝั่งมะลิวัลย์กับคนเมืองกระบุรีเป็นญาติพี่น้อง ข้ามฟากไปมาหาสู่ ติดต่อสัมพันธ์กัน และ “สนทนากันข้ามกระแสน้ำ” (Smith, 1994, pp. 28-31)
อย่างไรก็ตาม งานสำคัญและให้รายละเอียดคนไทยในมะริด-ตะนาวศรี คือ Imperial Gazetteer of India (IGI) จัดทำโดยข้าราชการและนักวิชาการเจ้าอาณานิคม เมื่อปลายศตวรรษที่ 19 และต้นคริสตศตวรรษที่ 20 และจัดพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ. 1908 และ 1909 Imperial Gazetteer of India แยกคนไทในพม่าเป็น 2 กลุ่มคือ ฉาน (Shan) และสยาม (Siamese) กลุ่มแรกคือไทใหญ่อาศัยในรัฐฉาน กลุ่มหลังคือ คนสยามอาศัยอยู่ในเขตตะนาวศรี ในช่วงอังกฤษปกครองพม่า ตะนาวศรีมีฐานะเป็นมณฑล ประกอบด้วย 6 อำเภอ คือ ตองอู สาละวิน สะเทิม (ท่าตอน/ตะโตง) อัมเฮิสต์ (ไจ้กามิ) ทวายและมะริด มีเมืองเมาะลำเลิงเป็นศูนย์กลางมณฑล ประชากรเขตตะนาวศรีปี พ.ศ. 2444 มีประมาณ 1,159,558 คน (IGI, 1908a, p. 278) ประกอบด้วยพม่า กะเหรี่ยง มอญ ฉาน จีนและสยาม คนสยามอาศัยอยู่บริเวณใกล้พรมแดนทางตอนใต้ของพม่า (IGI, 1908a, pp. 278-280)
อำเภอมะริดอยู่ใต้สุดของพม่า ประกอบด้วยลุ่มน้ำสำคัญ คือ ตะนาวศรีใหญ่ ตะนาวศรีน้อย เล็งยาและปากจั่น อำเภอมะริดปี พ.ศ. 2444 มีประชากรประมาณ 88,744 คน (IGI, 1908b, pp. 293-303) เฉพาะในตำบลมะริดเท่านั้นที่พูดภาษาพม่า แต่ Imperial Gazetteer of India กล่าวย้ำว่า การพูดพม่าก็มิได้เป็นพม่าเสมอไป เพราะคนที่ในตำบลมะริดที่มี “รากเหง้า” เป็น “สยามบริสุทธิ์” ก็เรียกตัวเองว่าพม่า ด้านใต้ของอำเภอมะริดภาษาพม่าแทบจะหายไป ภาษาที่พูดคือสยาม มาเลย์และจีน ตัวอำเภอมะริดปี พ.ศ. 2444 มีชาวสยาม (Siamese) ประมาณ 9,000 คน และคนอีกจำนวนไม่น้อยเป็นพวกบาบาหรือลูกครึ่งไทย-จีน ประชากร 2 ใน 3 ดำรงชีพด้วยการเกษตร คนสยามส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม มะลิวัลย์และตลาดสุหรีทำเหมืองดีบุก ใช้แรงงานกุลีจีนและอินเดีย ชาวสยามไม่นิยมทำเหมือง (IGI, 1908b, pp. 293-303)
มะริดต้นศตวรรษที่ 20 แบ่งเป็น 5 ตำบล (Township) คือ มะริด ปะลอ ตะนาวศรี บกเปี้ยน และมะลิวัลย์ บกเปี้ยนตามการรับรู้ของไทยพลัดถิ่นเดิมชื่อ “บกแปลง” เป็นพื้นที่เนิน เป็นที่ซึ่งพระฤษี แปลงสารให้กับพระรถจากให้ยักษ์กินในวันที่ไปถึงเมืองยักษ์ เป็นให้แต่งงานกับลูกสาวยักษ์ในวันที่ไปถึง “บก” หรือเนินแห่งนั้นจึงชื่อบกแปลง และเพี้ยนมาเป็นบกเปี้ยนในภายหลัง บกเปี้ยนร่วมสมัยเป็นตลาด เป็นชุมชนที่มีคนไทยปักษ์ใต้อาศัยอยู่ ชุมชนคนไทยอาศัยอยู่ตามริมถนนในตลาด (ไพฑูรย์ ทับทิมสุวรรณ, สัมภาษณ์) Imperial Gazetteer of India ระบุว่า บกเปี้ยนอยู่ติดทะเลฝั่งอันดามัน มีประชากรเมื่อปี พ.ศ. 2444 ราว 7,255 คน ร้อยละ 18 พูดภาษาพม่า ร้อยละ 53 พูดภาษาสยาม ร้อยละ 20 พูดมาเลย์ ชาวมาเลย์และพม่าอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล สยามอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินและตามแหล่งที่มีสายน้ำ ประกอบอาชีพกสิกรรม (IGI, 1908c, p. 263) ตำบลมะลิวัลย์อยู่ใต้สุดของอำเภอมะริดและติดกับฝั่งไทย เดิมศูนย์กลางของตำบลอยู่มะลิวัลย์ ปี พ.ศ. 2434 ย้ายไปที่เกาะสอง เพราะมะลิวัลย์กลายเป็นที่ทำเหมือง เอกสารราชการอังกฤษให้ข้อมูลเพิ่มว่า ในช่วงอังกฤษปกครองพม่า (พ.ศ. 2367-2491) มะลิวัลย์ในฐานะตำบล ประกอบด้วย 17 หมู่บ้าน ประชากรปี พ.ศ. 2434 มีประมาณ 7,719 คน คนในตำบลมะลิวัลย์ประกอบด้วยชาวสยาม ซึ่งทำมาหากินและตั้งหลักแหล่งบริเวณที่ราบทุ่งข้าวริมฝั่งแม่น้ำปากจั่น คนจีนทำงานในเหมือง ชาวมาเลย์อยู่ตามชายฝั่ง คนพม่าแทบหาไม่พบ (IGI, 1908b, pp. 90-91) ตำบลตะนาวศรีอยู่ตะวันออกสุดของอำเภอมะริด ประชากรปี พ.ศ. 2434 มีประมาณ 8,389 คน เพิ่มเป็น 10,712 คนในปี พ.ศ. 2444 ในจำนวนนี้ ร้อยละ 40 พูดภาษาสยาม (IGI, 1908b, p. 298)
อำเภอสะเทิม (Thaton) อยู่ติดกับทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำสาละวิน ครอบคลุมพื้นที่อดีตอาณาจักรมอญ ปี พ.ศ. 2444 มีประชากร 343,510 คน ในจำนวนนี้มีชาวสยามประมาณ 10,000 คน (IGI, 1908a, p. 333) นอกจากพื้นที่ข้างต้น หนังสือ Imperial Gazetteer of India ระบุว่าชาวสยามกระจายเป็นคนส่วนน้อยในอำเภออื่นของมณฑลตะนาวศรี เช่น อัมเฮิสต์และทวาย ในอัมเฮิสต์สยามตั้งนิคมขนาดเล็กของตน (IGI 1908d: 297) อำเภอทวายปี พ.ศ. 2444 มีประชากรประมาณ 109,979 คน และเพียง 200 คนเท่านั้นที่แสดงตนเป็นคนสยาม แต่แน่นอนมีคนทวายจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนสยามมาก่อน (IGI, 1908a: 262)
แม้จะปราศจากการศึกษาอย่างเป็นระบบ แต่ภาพตัดต่อจากเอกสารต่างๆ ชี้ร่องรอยให้เห็นว่า คนสยามดำรงอยู่ในดินแดนมะริดและตะนาวศรีมานาน แม้ว่าคนเหล่านั้นไม่อาจจะเชื่อมโยงกันได้กับไทยพลัดถิ่นในปัจจุบัน แต่นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา สยามในฝั่งพม่าก็ดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น และได้รับการยืนยันจากคอชิมก๊อง ณ ระนอง ผู้กล่าวกับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “คนฝั่งโน้น[พม่า]เป็นไทยมีมาก” (ดำรงราชานุภาพ, 2545ข, น. 425) ไทยพลัดถิ่นที่ยังอาศัยอยู่ในสิงขรปัจจุบันก็ยืนยันว่า กลุ่มตนมิใช่คนไทยอยุธยา แต่เป็นกลุ่มไทยปักษ์ใต้ที่เกิดในสิงขรและมีบรรพบุรุษดำรงอยู่ในสิงขรมานับร้อยปี (ไทยสิงขร, วีดิทัศน์) แพง เพชรพันกะรัต นักวิชาการท้องถิ่น ผู้มีสายสัมพันธ์กับไทยพลัดถิ่นจากสิงขร บันทึกเช่นกันว่า คนไทยอยู่ในเขตสิงขรของพม่าและ “เป็นคนไทยติดแผ่นดินอยู่ในประเทศพม่า ครั้งมีการปักปันเขตแดนกันใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2411 จึงต้องกลายเป็นพลเมืองของพม่าไป แต่ยังคงไปมาหาสู่เดินทางมาเยี่ยมญาติในเมืองประจวบฯ หรือไปมาค้าขายกับไทยอยู่เสมอ เมื่อมีภัยก็อพยพมาอยู่เมืองไทย…เมืองสิงขร…เป็นชุมชนไทยในพม่าที่ใหญ่ที่สุด” (แพง เพชรพันกะรัต, 2545, น. 119)

2.2 ไทยพลัดถิ่นในพม่าปัจจุบัน

แม้ไทยพลัดถิ่นจะคงอยู่ในแดนพม่า อยู่ในฐานะ “คนคอยเฝ้ารักษา อยู่เมืองด่านหน้ามะริด ทวาย” (เล่าขานตำนานฅน, เพลง) แต่หลังหนังสือ Imperial Gazetteer of India แทบไม่มีเอกสารกล่าวถึงไทยพลัดถิ่นในพม่า ภาพและวิถีชีวิตของไทยพลัดถิ่น จึงรางเลือนและเลือนหายจากการรับรู้ของสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ก่อนการอพยพครั้งใหญ่สู่ฝั่งไทย ไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่เขตมณฑลตะนาวศรี ส่วนใหญ่ตั้งหลักแหล่งบริเวณเกาะสอง ลุ่มแม่น้ำลังเคี๊ยะ ลุ่มแม่น้ำตะนาวศรี และลุ่มน้ำกระบุรีหรือปากจั่น คนเหล่านี้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชนกว่า 100 แห่ง และอาจจะจำแนกได้ 2 กลุ่มหลัก คือ ไทยพุทธปักษ์ใต้และไทยมุสลิมปักษ์ใต้ ประชากรไทยพลัดถิ่นในพม่า ประมาณปี พ.ศ. 2530 มีประมาณ 41,258 คน ประกอบด้วยไทยมุสลิมประมาณ 18,280 คน ไทยพุทธ 22,978 คน
ไทยพุทธปักษ์ใต้ อาศัยอยู่เขตตำบลสิงขร ตำบลบกเปี้ยน และตำบลมะลิวัลย์ ในชุมชนต่างๆ เช่น สิงขร ทุ่งมะพร้าว ทุ่งมะม่วง วังจำปา วังจระเข้ ยางชุม กระเบื้องถ้วย ทรายขาว แหลมยวน ปากคลอง ทุ่งข่า ห้วยทรายขาว ทุ่งทองหลาง หาดแก้ว ยางขวาง ตลิ่งแดง วังใหญ่ หนองโพง ลำมะแท็ง จมูกโพรง บกเปี้ยน ลังเคี๊ยะ ทุ่งนาไทร หนองเต่า ทุ่งยาว ในแหลม คลองเพชร ทุ่งกร่ำ นิลขวาง ทุ่งแตง ทุ่งใหญ่ เขาพัง สองแพร่ หินลาย บ้านหลา ทุ่งค้อ ตะเภาสุด บางสมภาร ขี้ไฟ ตลิ่งชัน กะแด ห้างเคียน ทุ่งเห็ด ทุ่งยน ทุ่งสะเม็ด ทุ่งใหญ่ ทุ่งพี หัวช้าง ห้างปรุ ตลาดสุหรี ป่าจาก คลองจระเข้ กระทิง ทองหอย ไร่ใต้ แมะตี บ้านดอน ทุ่งปลีก กะทึ่งและทรายปู คลองบางช่อน มะลิวัลย์และมะรัง
ข้อมูลจากหนังสือ Imperial Gazetteer of India แสดงให้เห็นว่า คนสยามหรือไทยปักษ์ใต้ตั้งถิ่นฐานในแถบลังเคี๊ยะ มะลิวัลย์และบกเปี้ยนมาค่อนข้างยาวนาน ในช่วงอังกฤษยึดครองพม่า มะลิวัลย์และบกเปี้ยนมีสถานะเป็นตำบลซึ่งสะท้อนว่าคนสยามได้ตั้งหลักแหล่งในบกเปี้ยน และมะลิวัลย์มานานจนพัฒนาเป็นหมู่บ้านใหญ่และกลายเป็นตำบล หรือเมืองตามภาษาที่ไทยพลัดถิ่นใช้เรียกมะลิวัลย์และบกเปี้ยน
บ. ธรรมบุตร ให้ข้อมูลว่า ไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่ในเขตอำเภอมะริด ใน 3 ตำบล คือ ตำบลสิงขร ตำบลวังใหญ่และตำบลจมูกโพรง ตำบลสิงขรปัจจุบันอยู่ห่างจากเมืองสิงขรเก่าประมาณ 3-4 กิโลเมตร สิงขรเป็นเมืองเก่า หลักฐานความเป็นเมืองเก่าของเมืองสิงขรคือกำแพงและคูเมือง มีจุดสำคัญ เช่น วังชาละวัน (แหล่งน้ำลึกมีจระเข้ ไทยสิงขรเล่าเป็นตำนานว่ามีฤทธิ์คล้ายชาละวันในบทละครเรื่อง “ไกรทอง”) และหาดแก้ว ชุมชนตำบลสิงขรปัจจุบัน ตั้งอยู่บนสองฝั่งของแม่น้ำตะนาวศรี เป็นตำบลที่มีคนไทยปักษ์ใต้อาศัยอยู่มากที่สุด ประกอบด้วย 7 หมู่บ้าน และเป็นหมู่บ้านคนไทยทั้งหมด คือ วังจำปา ทุ่งมะนาว สวนขนุน สวนหมากน้อย ทุ่งมะพร้าว ห้วยทรายขาวและแหลมยวน ตำบลวังใหญ่ประกอบด้วยหลายหมู่บ้าน ส่วนมากเป็นหมู่บ้านคนไทย แต่มีเชื้อชาติอื่นปน เช่น บ้านบ่อเหล็กเป็นบ้านแขกลิงค์ (ชาวกลิงคราษฎร์ของอินเดีย) ปนกับคนไทย บ้านป่ากระบะเป็นหมู่บ้านมอญมีคนไทยปน บ้านกะนากวยเป็นบ้านพม่ามีคนไทยปน บ้านตาแก๊ดเป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยง และบ้านลำมะแท็งเป็นหมู่บ้านคนไทย ตำบลจมูกโพรงเป็นตำบลสุดท้ายก่อนถึงตะนาวศรีที่มีคนไทยอาศัยอยู่ ตำบลคลองใหญ่ คลองน้อยเป็นชื่อไทย ประชากรประกอบด้วยคนพม่า มอญ ไทยและแขกลิงค์ มีหมู่บ้านชื่อบ้านมโนรมย์ ซึ่งเดิมเป็นหมู่บ้านคนไทย แต่ปัจจุบันไม่มีคนไทยอาศัยอยู่ (บ. ธรรมบุตร 2544, pp. 53-54, 97-100)
ปัจจุบัน ในเขตตำบลสิงขร ยังมีกลุ่มคนไทยอาศัยอยู่ แม้คนเหล่านั้นจะถูกกวาดต้อนตั้งบ้านกลับไปกลับมาโดยรัฐบาลทหารพม่า การคงอยู่ของคนเหล่านี้สะท้อนชัดในวีดิทัศน์ไทยพลัดถิ่นชุด “ไทยสิงขร” ที่ถ่ายและสะท้อนภาพการคงอยู่ของวัดไทย ภาษาไทย ครอบครัวไทย คนและกลุ่มคนที่ยืนยันว่าตนเป็นไทย (ไทยสิงขร, วีดิทัศน์)
ไทยมุสลิมพลัดถิ่น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณริมทะเลด้านตะวันตกของอำเภอเกาะสอง นับตั้งแต่เกาะสองขึ้นไปจนถึงกะระธุรี ไทยมุสลิมอยู่ในชุมชนสำคัญๆ เช่น คลองลามะ เกาะซุนตงหรือสามไมล์ เจ็ดไมล์ แปดไมล์ เก้าไมล์ สิบไมล์ สิบเอ็ดไมล์ แหลมแรด หาดยาว บ้านเหนือ ปากคลอง บ้านควน แมะปูเต๊ะ หัวแหลม ช้างพัง อ่าวจีน อ่าวจากนอก อ่าวจากใน อ่าวใบ บ้านทอน หาดทรายแดง อ่าวใหญ่ เกาะหลา คลองหม้อขาว คลองหลา แหลมบ้า อ่าวบ้าและแหลมสระ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มไทยมุสลิมที่พูดภาษาไทยปักษ์ใต้ และ “มีเครือญาติที่สัมพันธ์กับคนฝั่งไทย เช่น ตะกั่วป่าและบางกล้วย จังหวัดระนอง” (กลุ่มมุสลิมพลัดถิ่น, สัมภาษณ์)
ไทยมุสลิมบริเวณแมะปูเตะ-ช้างพัง-อ่าวจีน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านและหย่อมบ้านต่างๆ ประมาณ 30 แห่ง ประชากรประมาณ 18,280 คน ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยภาคใต้ และอีกส่วนพูดภาษามาลายู ชุมชนไทยมุสลิมพลัดถิ่นในพม่ามีศูนย์หลักอยู่ที่ช้างฟัง-อ่าวจีนและแมะปูเตะ ช้างพังหรืออ่าวจีนเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ปัจจุบันตั้งอยู่บนสองข้างของเส้นทางรถยนต์ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเกาะสองกับมะริด ช้างพังเป็นหมู่บ้านไทยมุสลิมแรกๆ ในเขตพม่า เมื่อชุมชนใหญ่ขึ้นกลุ่มมุสลิมจึงได้แยกย้ายไปตั้งหมู่บ้านใหม่ที่อยู่รายรอบ เช่น หาดยาว บ้านเหนือ ปากคลอง บ้านควน อ่าวใบ อ่าวจาก บ้านทอน หัวแหลมและอ่าวจากนอก (กลุ่มมุสลิมพลัดถิ่น, สัมภาษณ์)
ประมาณปี พ.ศ. 2530 ช้างพังมีบ้านไทยมุสลิม 800 หลัง มีฐานะเป็นตลาดการค้าของคนมุสลิมในเขตพม่า ตามคำบอกเล่าของไทยมุสลิมพลัดถิ่น ช้างพังเป็นหมู่บ้านที่ก่อตั้งโดยมุสลิมจากฝั่งไทยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ต่อมาช้างพังได้พัฒนาฐานะขึ้นเป็นหมู่บ้าน ด้วยการแตกลูกหลานและการอพยพสมทบจากฝั่งไทย การอพยพไปมาระหว่างฝั่งไทยกับช้างพัง ถือเป็นเสมือนวิถีชีวิตของไทยมุสลิม โดยไทยมุสลิมบ้านช้างพังมีสายใยเครือญาติและการค้าเชื่อมต่อกับบ่อแสน (พังงา) บางเบน (ระนอง) กำพวน (ระนอง) และตะกั่วป่า ซึ่งดำเนินมาเนิ่นนาน ไทยมุสลิมพลัดถิ่นในพม่า จึงเป็น “กลุ่มคนจากฝั่งไทย และสามารถสืบสาวหาเครือญาติได้ในฝั่งไทย มุสลิมรุ่นปู่ทวดเล่าว่า ไทยมุสลิมในพม่าไปจากฝั่งไทย หากจะกลับเมืองไทยก็ให้สืบหาญาติในเมืองไทย” (กลุ่มมุสลิมพลัดถิ่น, สัมภาษณ์)
แมะปูเตะเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ อยู่ใกล้เกาะสอง ราว 30 ปีก่อนมีประชากรไทยมุสลิมประมาณ 200 ครอบครัว แมะปูเตะมีมัสยิดประจำหมู่บ้านดุจเดียวกับช้างพัง เป็นหมู่บ้านที่ก่อตั้งมาประมาณ 5 ชั่วอายุคน คนก่อตั้งคือคนจากบ่อแสน จังหวัดกระบี่ หนีไป 2-3 ครอบครัว หลังการตั้งถิ่นฐาน มีการชักชวนพี่น้องจากฝั่งไทยไปตั้งหลักแหล่งทำกิน ชุมชนแมะปูเตะจึงใหญ่ขึ้น (กลุ่มมุสลิมพลัดถิ่น, สัมภาษณ์)
อับดุลเลาะ ชัยสิน ไทยมุสลิมพลัดถิ่นในอำเภอเกาะสอง สหภาพเมียนมาร์ให้ข้อมูลว่า

คนไทยมุสลิมฝั่งพม่าปัจจุบัน มีนับหมื่น ทรัพยากรทะเลและสวนมีมาก ไทยมุสลิมส่วนใหญ่อยู่ตำบลช้างพัง เป็นตำบลใหญ่สุดของอำเภอเกาะสอง ประชากร 80 % เป็นไทยมุสลิม และอีกส่วนเป็นไทยพุทธที่ไปจากมะลิวัลย์ มุสลิมช้างพัง 99 % เรียนภาษาไทย บางคนไปเรียนฝั่งไทย แล้วกลับมาเรียนหนังสือพม่า ผมก็ไปเรียนที่ฝั่งไทย กลับมาฝั่งนี้หลังปี 2517 สมัยก่อนคนไทยมาทำงานที่นี่ คนจากหินช้างและกำพวน จังหวัดระนอง ฝั่งไทยมาทำงานที่นี่ เป็นคนไทยแท้ๆ ไม่ต้องทำบัตร คนฝั่งระนองก็มาทำงานที่นี่ พอมีปัญหาก็กลับ บางคนพ่ออยู่ฝั่งไทย แม่อยู่ฝั่งนี้ แต่ทำบัตรฝั่งนี้ไม่ได้ (อับดุลเลาะ ชัยสิน, สัมภาษณ์)

กล่าวโดยสรุป ไทยพลัดถิ่นในพม่าในเขตตะนิ้นตายีของพม่าในปัจจุบัน ประกอบด้วยคนไทยพุทธและไทยมุสลิม ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งหลักแหล่งในเขตเกาะสอง ช้างพัง แมะปูเตะ บกเปี้ยน ตะนาวศรี สิงขร มะลิวัลย์ ลังเคี๊ยะและลุ่มแม่น้ำปากจั่น

2.3 จากไทยพลัดถิ่นในพม่าสู่ฝั่งไทย

แม้อยู่ในเขตพม่าตามแผนที่สมัยใหม่ แต่ไทยพลัดถิ่นก็สามารถดำรงอยู่ค่อนข้างอิสระ และยังสามารถผลิตซ้ำความเป็นไทย กล่าวคือ ภายใต้การปกครองของอังกฤษ อังกฤษมิได้มุ่งสร้างชาติหรือรัฐ-ชาติให้กับพม่า อังกฤษยึดครองพม่าด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงและด้านการค้า พม่าจึงมีสถานะเพียงจังหวัดหนึ่งของอินเดีย (Smith, 1999, p. 40) ในช่วงปกครอง อังกฤษใช้นโยบายการแบ่งแยกและปกครองพม่า และส่งเสริมให้เกิดการแปลกแยกของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยอังกฤษได้แบ่งแยกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง คะฉิ่น ฉิ่น ว้า ยะไข่ อาข่า มอญ ปะหล่อง ปะโอ เป็นพื้นที่หรือเขตชายแดนที่แยกจากเขตพม่าแท้ และสนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยมีอิสระปกครองตนเอง พร้อมสกัดกั้นมิให้พม่าแผ่อิทธิพลด้านการเมืองและวัฒนธรรมเข้าไปในเขตของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น (พรพิมล ตรีโชติ, 2542, น. 2)
หลังได้อิสรภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2491 พม่าอยู่ภายใต้การปกครองระบอบสมาพันธรัฐ และแยกเป็น 7 รัฐ หนึ่งทศวรรษหลังจากนั้น พม่าก็ตกอยู่ในภาวะสงครามต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่ม มีฐานที่มั่นและกองกำลังของตนเองตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่ากว่า 148 แห่ง
(เวณิกา บุญมาคลี่, 2540, น. 77) ในยุคนี้พม่าจึงแทบจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับชุมชนไทย (มุมหนึ่งของพวกเรา, วีดิทัศน์) การไม่แทรกแซง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนไทยโดยรัฐพม่าเริ่มมีการปรับเปลี่ยน และปรากฏชัดหลังการการเกิดขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2531 การประท้วงจบลงด้วยความรุนแรงและป่าเถื่อน (มุมหนึ่งของพวกเรา, วีดิทัศน์)
ในด้านหนึ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งการลุกขึ้นสู้อย่างแพร่หลายมากขึ้นของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่า (Rajah, 1998, pp. 135-150) แต่ในอีกด้าน ก็นำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญของรัฐบาลพม่า กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2532 รัฐบาลพม่าได้กำหนด “นโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายแดนเพื่อเชื้อชาติแห่งชาติ” และในปี พ.ศ. 2535 ก็ได้ก่อตั้ง กระทรวงพัฒนาพื้นที่ชายแดนและเชื้อชาติแห่งชาติ รับผิดชอบและวางแผนระยะยาวเพื่อการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สวัสดิการสังคม ป่าไม้ การค้า พลังงานและแร่ธาตุ ครอบคลุมพื้นที่รวม 75,000 ตารางไมล์ (หรือร้อยละ 28 ของพื้นที่ประเทศ) นักวิชาการบางท่านระบุ นี่คือแผนการครอบงำทางชาติพันธุ์ในเชิงอุดมการณ์ และการบังคับใช้แรงงานโดยรัฐบาลทหารพม่า (Maung Than, 2004, p. 207)
แผนดังกล่าว ดำเนินควบคู่ไปกับการอพยพโยกย้ายผู้คนจากถิ่นเดิมไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใหม่ โดยเฉพาะการโยกย้ายผู้คนจากพื้นที่ประชากรหนาแน่นไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และเกิดขึ้นในทุกรัฐ คือ รัฐกะเหรี่ยง มอญ ฉาน คะฉิน ฉิ่นและรัฐอะรากัน (Lanjouw, Mortimer and Bamforth, 2000, pp. 228-239)
ในเขตชุมชนไทย นอกจากทหารและคนในควบคุมของรัฐบาลทหารพม่าจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานแล้ว รัฐบาลพม่าได้หันมาใช้นโยบายการกลายกลืนไทยให้เป็นพม่า โดยการเข้ามาตั้งโรงเรียนพม่าในชุมชนไทย นำคนพม่าเข้ามาตั้งรวมและแทรกในชุมชนไทย เอาพระพม่าเข้ามาประจำวัดไทย บังคับคนไทยไปเป็นปอตาทา หรือลูกหาบแบก/หาบสัมภาระนำหน้ากองทัพพม่าสู้รบกับกองทัพของกลุ่มชาติพันธุ์ (ถาวร บุญนำ, สัมภาษณ์; ประทีป ปฏิแพทย์, สัมภาษณ์; ถนอม ชูแก้ว, สัมภาษณ์) ทหารพม่า “เข้ามารังแกข่มเหงให้เด็กเรียนหนังสือพม่า ข่มเหงทุกอย่าง...จะเอาความเป็นพม่ามากลืนเรา...เพื่อจะได้ปกครองเต็มรูปแบบให้เป็นพม่าทั้งหมด พวกผมยอมรับไม่ได้ตรงนั้น จึงข้ามมาอยู่ฝั่งนี้” (มุมหนึ่งของพวกเรา, วีดิทัศน์)
ในท่ามกลางการสู้รบที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยิ่งขึ้นช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2531-2534 หมู่บ้านคนไทย “ที่เคยอยู่อย่างปกติ สงบสุข ได้ถูกแปรสภาพให้เป็นดั่งสนามรบ” (หีด แก้วนพรัตน์, สัมภาษณ์) และถูกตั้งข้อสงสัยจากทหารพม่าว่า เป็นผู้สนับสนุนกองกำลังชาติพันธุ์ด้านอาหารและที่พักพิง คนไทยจึงอยู่ไม่ได้และต้องหนีตาย อพยพเคลื่อนย้ายกลับฝั่งไทย เพราะโดน “รังแก ข่มเหงน้ำใจ” เหตุเพราะที่บ้าน “ก่อกองไฟย่างเนื้อวัว ทหารพม่าเห็นควันไฟ มันหาว่าหุงหาอาหารให้กะเหรี่ยง โดนมันเอาไม้ทุบ ทั้งเจ็บปวด เจ็บใจ และเจ็บแค้น เจ็บปวดกายอยู่ 2 อาทิตย์ ทนอยู่ต่อไปไม่ไหว เลยหนีมา” (หยีด ชูแก้ว, สัมภาษณ์)
บางวัน “ทหารพม่าเข้ามาค้างคืนในหมู่บ้าน เข้ามาแต่ละครั้ง พวกผู้ชายต้องวิ่งออกนอกบ้าน ได้ยินเสียงหมาเห่าต้องกระโดดลงจากบ้าน อยู่บ้านไม่ได้ ถูกจับไปเป็นลูกหาบ บางคืน กองทัพชนกลุ่มน้อยก็เข้ามา พวกผู้ชายก็ต้องหลบเช่นกัน พม่าก็จับ ชนกลุ่มน้อยก็จับ บางครั้งทหารพม่าก็ปะทะกับชนกลุ่มน้อยในหมู่บ้านคนไทย หมู่บ้านคนไทยจึงมีสภาพเป็นสนามรบ ทำให้พวกเราอยู่ไม่ได้ จำต้องทิ้งที่นา สวนผลไม้ บ้านเรือนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคน” (สุพรรณี ชูแก้ว, สัมภาษณ์)



คนสิงขรเป็นคนมีฐานะ ส่วนใหญ่มีนาและสวนนับร้อยไร่ คนบางคนไม่กลับมาฝั่งนี้ เพราะเป็นห่วงสมบัติ แต่ตัวเองอยู่ไม่ได้ เหตุการณ์สะเทือนขวัญและทำให้ไทยสิงขรอพยพเข้าไทยก็คือ เหตุการณ์นักศึกษาพม่าเข้าไปยิงคนในหมู่บ้านในงานบุญ ยิงคนที่วัดกว่า 30 คน สมัยอังกฤษปกครอง ไม่มีโจรหรือขโมยเข้ามาในหมู่บ้าน พม่าไม่มา ชนกลุ่มน้อยไม่มา แต่ในช่วงการสู้รบ ทหารป่าเข้ามาปล้นหมู่บ้าน พวกทหารกะเหรี่ยง คนกลุ่มน้อยติดอาวุธ ปล้นหมู่บ้านตำบลสิงขร ทหารกะเหรี่ยงเข้ามาในหมู่บ้าน ทหารพม่าก็เข้ามา จับผู้ชายไปแบกสัมภาระ ผู้ชายต้องโดดบ้านหนี ผู้หญิงต้องอยู่บ้าน หนีหมดไม่ได้ ไม่มีใครอยู่ มันเผาบ้าน เลยหนีกลับมา คนรุ่นปู่ย่าเคยสอนว่า หากมีปัญหาให้เดินมุ่งหน้าไปทิศตะวันออก เป็นบ้านปู่ บ้านย่า บ้านบรรพบุรุษ เลยหนีกันมา หอบลูกอายุ 2 เดือนหนีมา มาตอนหน้าฝนกับฝูงวัวควาย ไล่วัวควายเดินนำหน้า คนเดินตามหลัง เพราะกลัวเหยียบระเบิด มาหลายครอบครัว หอบลูกหอบพ่อที่แก่แล้วมาด้วย บางครอบครัว คนแก่ตายกลางทาง ฝังกันในป่า ฝังเสร็จ เดินทางต่อ ลูกอายุ 2 เดือน มีมุ้งเล็กมาด้วย ลูกร้อง 1 วัน วันหลังไม่ร้อง เพราะหมดแรง เดินทางข้ามป่าเขา นอนกลางยุงริ้น เข้ามาฝั่งไทย ตรงน้ำตกขาอ่อน ถึงฝั่งไทย มองเห็นแสงไฟ น้ำตาไหล ยินดี (สุพรรณี ชูแก้ว, สัมภาษณ์)

การอพยพบางครั้งมาเป็นกลุ่มใหญ่และ “มาปี 2539 ไม่มาก่อนหน้านั้น เพราะสิงขรยังอยู่ได้ ที่จริงเราก็อยู่อย่างอิสระ เริ่มมีปัญหาประมาณปี 2524-2525 พม่าเข้ามายุ่งกับเรา เพราะมีกองกำลังกะเหรี่ยงต่อสู้กับรัฐบาลพม่า พม่าก็เริ่มเข้ามาในหมู่บ้าน มาเอาผู้ชายไปแบกสัมภาระ...ลูกเมียอยู่บ้านโดนข่มขืน จะอยู่ไงไหว...เราอยู่ไม่ได้ ก็ต้องมา...ที่มาเพราะถูกรังแก… อยู่ไม่ได้ก็ต้องมา ลูกเมียอยู่บ้านถูกข่มขืนปี้ป่น ลูกหาบที่ไปตามทางก็ฆ่าทิ้งเสีย…จะอยู่ไหวไหมละ มันทนไม่ไหว…ถ้าทนไหวไม่มา เพราะตรงนั้นเป็นแผ่นดินของเราเหมือนกัน ความทุกข์ความทรมานของไทยสิงขรลำบากน้ำตาแทบกระเด็น ไม่รู้แห่งจะทำอย่างไร ทุกๆ คนทรัพย์สมบัติมีอยู่ฝั่งนั้น ปัจจุบันที่มีอยู่ มีที่ดิน แต่ไปทำไม่ได้ เลยต้องมาที่นี่…มาลำบากที่นี่ มาอยู่ในที่ดินเท่ากระแบะมือ…เป็นของคนอื่น มาอยู่บ้านกระต๊อบ...เวลาหนาวผ้าห่มสองผืนเอาไม่อยู่ อยู่บ้านหลังเล็ก...ฝาผนังไม้มะพร้าว...กระสอบ ห้องส้วมทำไม่ได้ เพราะอยู่ในที่ของคนอื่น แต่ที่นั่น เราอยู่ไม่ได้ ก็ต้องมา มาตายเอาดาบหน้า ถือว่าแผ่นดินตรงนี้เป็นที่ปู่ที่ย่า ที่ของตายายก็กลับมา…” (ประทีป ปฏิแพทย์, สัมภาษณ์)
การอพยพของไทยพลัดถิ่นจากลังเคี๊ยะ บกเปี้ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในระยะใกล้เคียงกัน และด้วยเหตุผลใกล้เคียงกัน ดังเห็นได้จากคำกล่าวของเกีย วัฒนาการ หญิงวัย 70 ปี

มาจากบ้านทุ่งแตง พม่าเข้าไปในหมู่บ้าน พม่ามาเอาสามีไปแบกสัมภาระ เอาลูกไปแบกข้าวสาร ทนไม่ไหวขอมาตายฝั่งไทย อยู่ที่นั่นมีที่นา 100 กว่าไร่ มีสวน 3 สวน สวนจาก หมาก ทุเรียน แต่อยู่ไม่ได้ ตอนมาบ้านทุ่งแตงมีราว 300 ครัว ทุ่งใหญ่ 200 ครัว ทุ่งแตงมาเกือบหมด ทุ่งใหญ่มาหมด คนนำทางคือตาดำ เป็นคนจากฝั่งนี้ ไปทำนาฝั่งโน้น ตอนเข้ามาคนที่นี่ รู้ว่ามาจากฝั่งพม่า รู้ว่าเป็นคนไทย แต่ไม่มีบัตร (เกีย วัฒนาการ, สัมภาษณ์)

เทียบกับฝั่งไทย ลังเคี๊ยะมีความ “อุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง จะกินอะไร ไม่ต้องซื้อ...แต่นั่นแหละพม่ามันกดขี่ มันอยู่ไม่ได้ ถ้ามันจะเอา จะบอกว่าไม่ให้ ไม่ได้ จะเอาอะไรต้องให้หมด...มันอยู่ไม่ไหว มันกดดันทุกอย่าง...ตอนเป็นเด็กพม่ามันก็กวนเหมือนกัน มาหมู่บ้านคนไทยเหมือนกัน แต่นานๆ มาครั้ง…ตอนหลังกองกำลังกะเหรี่ยงมาตั้งที่ลังเคี๊ยะ พม่ามาทุกเดือน กะเหรี่ยงมาตั้งที่ต้นน้ำลังเคี๊ยะ ตั้งอยู่ในป่า…กะเหรี่ยงมาอยู่ พม่าเข้ามาในหมู่บ้าน มารีดไถ มาเอาคนไปแบกของ...แบกของจนบ่าแตก แบกไม่ได้มันกระทืบ...ตอนมานี้มาหมด พ่อแม่ลูก ญาติ 5-6 ครัว มาพร้อมกันหมด...เดินมากัน 7 วัน 7 คืน กลางคืนนอน กลางวันเดิน เดินลัดป่ากันมา...ไม่มีใครนำทาง ไม่เจอพม่า ถ้าเจอก็ตาย...ตัดป่ามา เดินมาเอง” (ถาวร บุญนำ, สัมภาษณ์)
นอกจากข้อความข้างต้น มูลเหตุการอพยพของไทยพลัดถิ่นฝั่งพม่าสู่สังคมไทย ยังสะท้อนในบทเพลงของไทยพลัดถิ่น เช่น เพลง “ความหวัง” และ “ชวนกันมาพลัดถิ่น” ที่กลั่นจากชีวิตไทยพลัดถิ่น

ความหวังของคนไทยพลัดถิ่น ทิ้งที่ทำกินบ้านเกิดเมืองนอน พวกอังกฤษมันเข้ามาลิดรอน แผ่นดินดอนเราจึงเสียดินแดน เมื่อสิ้นสงครามใหม่ใหม่ คนไทยเรายังพออยู่ได้ แต่เนวินยึดอำนาจเปลี่ยนไป ลูกหลานไทยความเดือดร้อนจึงตามมา เกิดสงครามภายใน มากมายหลายเผ่าพันธุ์นานา นักศึกษา กะเหรี่ยง มอญ ยะไข่ ข่มเหงน้ำใจคนไทยต้องหนีตาย (ความหวัง, เพลง)

น้องเหอบ้านเราวุ่นวาย มันโหยไม่ได้เป็นตายเท่ากัน พม่ามันบุกมันรุกเรา หนักเข้าทุกวัน บ้านเราทุกวัน ถูกมันแย่งชิง ปลูกข้าวก็มิได้เก็บเกี่ยว มันแย่งชิงลูกเดียว แล้วใครจะอดทนไหว ข้าวของวัวควาย พม่ามันไล่เอาไป ถ้าหากไม่ให้ มันเอาตายลูกเดียว ต้องตัดสินใจ อยู่ไปก็ตายเปล่า อย่าเสียดายเลยเรา ย้ายไปอยู่เมืองไทย ข้าวของเงินทอง ไม่ตายหาได้ใหม่ ไปอยู่เมืองไทย เมืองพ่อเมืองแม่ (ชวนกันมาพลัดถิ่น, เพลง)

2.4 ไทยพลัดถิ่นในไทย

แม้ตัวเลขจำนวนไทยพลัดถิ่นในฝั่งไทยจะไม่สามารถสรุปได้ลงตัว แต่แบบแผนการอพยพของไทยพลัดถิ่นจากพม่าสู่ฝั่งไทย อาจจะจำแนกได้ดังนี้ คือ (1) กลุ่มไทยพลัดถิ่นในพม่าจากเขตตะนาวศรี-สิงขร ส่วนใหญ่อพยพเข้ามาอาศัย และเป็นไทยพลัดถิ่นในไทยในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบางสะพานน้อย อำเภอบางสะพานและอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (2) กลุ่มไทยพลัดถิ่นในพม่าจากลังเคี๊ยะส่วนใหญ่อพยพเข้ามาอาศัย และเป็นไทยพลัดถิ่นในไทยในพื้นที่อำเภอท่าแชะ จังหวัดชุมพร และบางส่วนอพยพไปตั้งหลักแหล่งในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (3) กลุ่มไทยพลัดถิ่นในพม่าจากเขตบกเปี้ยนส่วนใหญ่อพยพเข้ามาอาศัย และเป็นไทยพลัดถิ่นในไทยในพื้นที่อำเภอเมือง และอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง โดยเฉพาะบริเวณหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับฝั่งแม่น้ำกระบุรีและชายแดนพม่า และ (4) กลุ่มไทยพลัดถิ่นในพม่าจากเขตมะลิวัลย์และเกาะสองส่วนใหญ่อพยพเข้ามาอาศัยและเป็นไทยพลัดถิ่นในไทยในพื้นที่อำเภอกระบุรี อำเภอละอุ่นและอำเภอเมือง จังหวัดระนอง
ไทยพลัดถิ่นในไทย ตั้งหลักแหล่งทั้งในเขตเมืองและชนบท และจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรก คือ การตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านที่มีญาติของตนอาศัยอยู่ การตั้งหลักแหล่งในกรณีนี้ เห็นได้ชัดจากการตั้งหลักแหล่งของไทยพลัดถิ่นในบ้านไนตะ และอีกหลายหมู่บ้านที่ติดชายแดนในอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ลักษณะที่สองคือ การตั้งถิ่นฐานรวมกลุ่มอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันของไทยพลัดถิ่น ซึ่งพบในหลายชุมชน ทั้งในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรและระนอง และพบทั้งการตั้งถิ่นฐานในเขตชนบทและในเขตเมือง ตัวอย่างการตั้งถิ่นฐานในลักษณะนี้มีอาทิ ชุมชนไทยพลัดถิ่นด่านสิงขร บ้านคลองลอย ชุมชนซอยสิบ และเกาะสินไห
ชุมชนไทยพลัดถิ่นด่านสิงขร ตั้งอยู่บ้านไร่เครา ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ห่างตัวจังหวัดประมาณ 22 กิโลเมตร ตามคำบอกเล่า ชุมชนเริ่มก่อตัวเมื่อไทยพลัดถิ่นจากตำบลสิงขรอพยพเข้ามาเมื่อปี พ.ศ. 2517 โดยเข้ามาไถที่ทำกินและปลูกมัน ปี พ.ศ. 2529 หมู่บ้านไทยพลัดถิ่นด่านสิงขรถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยรัฐจัดสรรที่ดินให้อยู่ ไทยพลัดถิ่นจากตำบลสิงขร เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนด่านสิงขรมากขึ้นหลังปี พ.ศ. 2531 ซึ่งเป็นช่วงการสู้รบขั้นแตกหักระหว่างทหารพม่ากับกะเหรี่ยง (เทียบ ประกอบปราณ, สัมภาษณ์)
ปัจจุบัน บ้านไทยพลัดถิ่นบางหลังตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมถนนเพชรเกษมต่อไปยังด่านสิงขรและเมืองตะนาวศรีของพม่า ไทยพลัดถิ่นผู้ตั้งบ้านริมถนน เปิดร้านขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงขายสินค้าบริโภคและสุขภัณฑ์ให้กับพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในพม่า เช่น กะเหรี่ยง และมอญ เมื่อด่านเปิดวันเสาร์-อาทิตย์ บ้านส่วนใหญ่ของไทยพลัดถิ่นตั้งอยู่ลึกจากถนนเข้าไป แม้จะมีฐานะด้อยกว่าคนไทยภาคใต้ทั่วๆ ไป แต่บ้านไทยพลัดถิ่นก็มีโทรทัศน์ไว้บริโภคความเป็นไทย ปัจจุบัน ชุมชนด่านสิงขรมีไทยพลัดถิ่นประมาณ 75 ครัวเรือน ประชากร 500 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประกอบอาชีพรับจ้าง เป็นแรงงานรับจ้างเรือประมง โรงงานเจียระไนพลอยที่รัฐจัดตั้งขึ้น และขายของในตลาดด่านสิงขร

ในอดีตไทยพลัดถิ่นด่านสิขรอยู่ค่อนข้างจะอิสระ สามารถเดินทางไปทำบุญ เยี่ยมญาติ ท่องเที่ยวตำบลสิงขร ไม่เคยมีปัญหา ตำรวจไทย ทหารพม่าไม่เคยขึ้นมา เราอยู่กันมา 10 ปี ปัญหาเริ่มมากระทบ เมื่อนักการเมืองระดับประเทศเข้ามาค้าไม้เถื่อน ของเถื่อน ใช้เส้นทางด่านสิงขรและคลองลอยเป็นทางผ่าน เมื่อเรื่องดังลงข่าวลงหนังสือพิมพ์ มีการยิงกันตายหลายศพ ทหารและตำรวจก็เข้ามา ด่านก็เข้ามาตั้งเมื่อปี 2527 ก่อนหน้านี้เราขึ้นไปทำไร่กันสะดวกสบายภายใต้การคุ้มครองของกะเหรี่ยง เราไปทำไร่ทำนาตรงภูเขามู่ด่อง แต่เมื่อฐานกะเหรี่ยงมู่ด่องแตก พม่าตีแตกประมาณปี 2538-2539 เราต้องลงมา หลังจากการตั้งด่าน การตรวจตราคนเข้าออกก็เข้มงวดมากขึ้น รัฐเข้ามาตั้งโรงเรียน ตั้งโรงงานเจียระไนพลอย ปี 2520 มีตำรวจ 7 คนผลัดเวรมาเฝ้าพวกเรา แต่ไม่มีการตรวจบัตร การตรวจบัตรเริ่มเมื่อมีการตั้งด่านในปี 2527 และเข้มข้นมากขึ้นเมื่อทักษิณเป็นนายก (กลุ่มไทยพลัดถิ่นด่านสิงขร, สัมภาษณ์)

บ้านคลองลอย ตั้งอยู่หมู่ 8 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประชากรตามตัวเลขทางราชการประมาณ 2,242 คน 348 ครัวเรือน คลองลอยตั้งอยู่บนเส้นทางเชื่อมต่อไปยังพม่า และเป็น 1 ในประมาณ 29 ช่องทางของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ผู้คน สินค้า ของเถื่อนเดิน/เคลื่อนข้ามจากฝั่งประจวบคีรีขันธ์ไปยังพม่าและจากพม่าสู่ฝั่งไทย หมู่บ้านก่อตั้งโดยกลุ่มคนไทยฝั่งไทย แต่ประมาณปี พ.ศ. 2526 มีไทยพลัดถิ่นจากบ้านทุ่งข่า ตำบลสิงขร เข้ามาอยู่อาศัย

เทือกเถาเหล่ากอเป็นคนจากฝั่งไทย ปู่เป็นคนฝั่งนี้ หนีไปฝั่งโน้น ไปขอย่าแต่งงาน เลยไปอยู่ที่นั่น สามีเป็นคนบางสะพาน ไปเที่ยวฝั่งนั้น ไปขอแต่งงาน ฝั่งโน้นอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องซื้อหากินเอาเอง มีที่นาเกือบ 200 ไร่ มาฝั่งไทย เพราะญาติอยู่ฝั่งไทย อยู่ฝั่งพม่าไม่ได้ พม่ามาเอานา เอาของ วัวเอาควาย เอาคนไปแบกของ ลูกชายถูกเกณฑ์ไปแบก 15 วัน 25 วัน เพื่อรบกับกะเหรี่ยง เลยหนีกันมา มา 10 ครัว ญาติๆ กัน มาอยู่ในพื้นที่ 5 ไร่ ซื้อเขาหมื่นกว่าบาท โดยใช้ชื่อคนอื่น ทั้ง 10 ครัวมีอาชีพรับจ้าง รับจ้างทุกประเภท (วิง พร้อมเพียง, สัมภาษณ์)

ปัจจุบัน บ้านคลองลอยประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือ “ไทยปกติ” และไทยพลัดถิ่น “บ้านคลองลอยส่วนใหญ่เป็นคนไทยพลัดถิ่น บางคนเข้ามามาแอบอยู่กับญาติ ตอนหลังค่อยไปรายงานตัวกับผู้ใหญ่ นายอำเภอ บางคนให้ญาติฝั่งนี้ซื้อที่ให้ ซื้อในชื่อของญาติ คนส่วนใหญ่มาจากตำบลลังเคี๊ยะ จากบ้านทุ่งยาว ทุ่งแตง ทุ่งใหญ่ แทงแม่ ทุ่งค้อ คลองเพชร นิลขวาง และลังเคี๊ยะ บ้านคลองลอยเดิมรวมอยู่กับหมู่ 5 แยกมาเป็นหมู่ 8 ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา” (กลุ่มไทยและไทยพลัดถิ่นบ้านคลองลอย, สัมภาษณ์) ถ้าไม่นับตามตัวเลขของทางราชการ ”คลองลอยน่าจะมีไม่น้อยกว่า 3,000 คน ประมาณ 50 % เป็นไทยพลัดถิ่น คลองลอยตั้งอยู่ห่างจากแดนพม่า 7 กิโลเมตร แต่บ้านคนปัจจุบันเรียงรายไปจนถึงแดนพม่า กลุ่มที่ตั้งเรียงรายไปชนแดน ส่วนใหญ่เป็นไทยพลัดถิ่น” (กลุ่มไทยและไทยพลัดถิ่นบ้านคลองลอย, สัมภาษณ์) ไทยพลัดถิ่นอพยพเข้าคลองลอยหลายรุ่น
แต่มากที่สุดประมาณปี 2534-2535 เป็นปีที่นักการเมืองไทยตระกูลหนึ่งได้สัมปทานป่าไม้ในพม่า บ้านคลองลอยเป็นทางผ่านการลำเลียงไม้ เอาคนแถวนี้ไปทำไม้ คนแถวนี้ซื้อเลื่อยกันทุกบ้าน การทำไม้ก็ทำให้คนอพยพเข้ามาหมู่บ้านมากขึ้น ทั้งไทยพลัดถิ่นและคนมาจากที่อื่น ไทยพลัดถิ่นอยู่ที่นี้ อยู่เหมือนชีวิตที่รอวันตายเหมือนชีวิตที่ถูกปล่อยให้ตาย มีคนเจ็บคนป่วยเป็นโรคเท้าช้างนอนรอวันตาย ญาติมิตรไม่มีเงินรักษาไม่มีใครเหลียวแล แต่เราก็อยู่ เพราะไม่มีที่ไป คนไทยที่นี่ส่วนที่ดีเขาก็มี บางคนเขาสงสาร บางคนก็ดูถูก บางคนก็หาว่าเป็นพม่า ทั้งๆ ที่พูดพม่าไม่ได้ อยู่ไทยเขาก็ว่าพม่าพลัดถิ่น อยู่พม่าเขาก็ว่าไทยพลัดถิ่น (กลุ่มไทยและไทยพลัดถิ่นบ้านคลองลอย, สัมภาษณ์)

ชุมชนไทยพลัดถิ่นซอยสิบ ตั้งอยู่หมู่ 4 และ 5 ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ตั้งอยู่ตรงรอยต่อกับเทศบาลเมือง เดิมเป็นพื้นที่ชายทะเล เมื่อธุรกิจการประมงและการขยายตัวของอาคารพาณิชย์ มีนายทุนเข้าไปจับจองที่ดิน และมอบหมายให้ไทยพลัดถิ่นเผ้าดูแล ประมาณปี 2518 ไทยพลัดถิ่นที่อยู่ในเกาะน้ำ (เกาะคณโฑ) และในระนองเข้าไปขอแบ่งซื้อที่เพื่อตั้งถิ่นฐาน พื้นที่เดิมเป็นป่าชายเลนจึงกลายเป็นชุมชนและถิ่นที่อยู่ของไทยพลัดถิ่นในเขตเมือง (อนันธชัย วงศ์พยัคฆ์, สัมภาษณ์)
ชุมชนซอยสิบปัจจุบัน มีไทยพลัดถิ่นประมาณ 84 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 420 คน ส่วนใหญ่อพยพมาจากบกเปี้ยน บ้านไทยพลัดถิ่นส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้หลังเล็ก มุงสังกะสี ฝาผนังเป็นไม้และวัสดุราคาถูก บ้านตั้งเรียงติดต่อกันอย่างแออัด มีสภาพเป็นสลัม ผนังบ้านชนกัน บ้านส่วนใหญ่ยื่นคร่อมคลอง หรือที่น้ำท่วมขัง ไทยพลัดถิ่นเลี้ยงชีพด้วยการเป็นแรงงานรับจ้าง เช่น รับจ้างคัดปลา แกะกุ้งและงานรับจ้างอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการประมง (มณฑรา สุพรรณรัตน์, สัมภาษณ์)
ชีวิตไทยพลัดถิ่นซอยสิบค่อนข้างเร่งรีบ ถูกบีบรัดด้วยการทำมาหาเลี้ยงชีพ การตั้งถิ่นฐานในเขตเมือง ส่งผลให้ชีวิตไทยพลัดถิ่นไร้ฐานการผลิต ชีวิตดำรงอยู่ด้วยการซื้อ นับตั้งแต่การซื้อน้ำดื่ม น้ำอุปโภคและปัจจัยการดำรงชีพอื่น รวมถึงโทรทัศน์สี จักรยานยนต์ เทป และโทรศัพท์ไร้สาย ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งต่อชีวิตคนไทยและไทยพลัดถิ่น ไทยพลัดถิ่นบกเปี้ยนจึงเป็นผู้ที่ “สลัดชีวิตที่เกื้อหนุนด้วยฐานทรัพยากรอันมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในฝั่งพม่า หอบความเป็นไทยกลับมาฝั่งไทย เพื่อมีชีวิตแร้นแค้น ซื้อแม้น้ำขวดกิน และไม่มีจะกิน” (จิตติมา สีแก้ว, สัมภาษณ์)
เกาะสินไห ตั้งอยู่หมู่ 4 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่เกาะเล็กๆ มีพื้นที่ประมาณ 3.2 ตารางกิโลเมตร อยู่กลางทะเลอันดามัน ติดเขตน่านน้ำประเทศพม่า ตามเรื่องเล่า “ชุมชนเกาะสินไหก่อตั้งโดยนายอาดัม เชิงสมุทร เมื่อหลายร้อยปีก่อน นายอาดัมเป็นคนจากลังกาวี ล่องเรือแรมเดือนมากับเพื่อนบ้าน 2-3 ครอบครัว จนมาพบเกาะสินไห จึงตั้งหลักแหล่งทำกิน จับลูกหลานแต่งงานกัน สร้างบ้านสร้างครอบครัวและหมู่บ้านขึ้น” (หมาด เชิงสมุทร, สัมภาษณ์)
สินไห เดิมเรียกเกาะสิ้นไห มีเรื่องเล่าว่า นานมาแล้วมีชาวประมงจากกิโลเมตร 30 บ้านลำเลียง จังหวัดระนอง เข้ามาหาปลาและแวะเข้ามาตักน้ำที่เกาะแห่งนี้ บรรจุไห บรรจุเสร็จแล่นเรือกลับ เรือประสบกับคลื่นลมและถูกชัดและกระแทกหินทำให้ไหแตกหมดสิ้น กลับมาตักน้ำใหม่ก็ประสบกับปรากฏการณ์เดิม ชาวบ้านจึงเรียกว่าเกาะสิ้นไห ต่อมาเพี้ยนเสียงเป็นเกาะสินไห (หมาด เชิงสมุทร, สัมภาษณ์)
เกาะสินไหในอดีตเป็นเสมือนทางผ่านการเคลื่อน การเดินทางไปทำมาหากินระหว่างพม่ากับไทย โดยญาติและบุตรหลานของนายอาดัมบางคนไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในฝั่งพม่า บริเวณคลองลามะและเกาะซุนตงหรือเกาะชินตง ซุนตงตั้งอยู่ห่างจากเกาะสองประมาณ 3 ไมล์ เป็นหมู่บ้านไทยมุสลิม จีนแขกอยู่รวมกัน คลองลามะอยู่ใกล้กับเกาะสินไห เป็นหมู่บ้านไทยมุสลิม เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน คลองลามะมีประชากรไทยมุสลิมประมาณ 100 ครัวเรือน การไปมาหาสู่กันระหว่างคลองลามะกับเกาะสินไห จึงดำเนินเรื่อยมาเป็นระยะเวลายาวนาน (กลุ่มไทยพลัดถิ่นเกาะสินไห, สัมภาษณ์)
ปัจจุบัน มุสลิมคลองลามะและเกาะซุนตรงส่วนใหญ่อพยพกลับมาฝั่งไทย เกาะสินไหเป็นสถานที่หนึ่งที่ไทยมุสลิมพลัดถิ่นตั้งถิ่นฐาน เพราะเกาะแห่งนี้เป็นที่คุ้นเคยและสัมพันธ์มาก่อน ปัจจุบันเกาะสินไหมีประมาณ 280 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 2,000 คน ไทยปกติประมาณ 100 ครัวเรือน ไทยมุสลิมพลัดถิ่นประมาณ 120 ครัวเรือน ที่เหลือเป็นครอบครัวผสม คือแต่งงานข้ามระหว่างไทยพลัดถิ่นและไทยมีบัตร มุสลิมพลัดถิ่นเกาะสินไหสื่อสารด้วยภาษายาวี ภาษาไทยปักษ์ใต้และภาษาไทยภาคกลาง
แม้จะอยู่ห่างชายฝั่ง แต่ประชากรในเกาะสินไหก็สามารถเข้าถึงบริการสมัยใหม่ของรัฐ โดยเด็กมุสลิมได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ ที่เปิดสอนถึงระดับมัธยมศึกษา บ้านเกาะสินไหมีศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด มีสถานีอนามัยไว้บริการประชากรผู้เจ็บป่วย ประชากรบนเกาะส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการประมง บางครอบครัวดองแมงกะพรุนขาย หรือรับจ้างดองแมงกะพรุนขาย แม้จะอยู่บนเกาะ แต่เกาะสินไหก็ถูกถักทอเชื่อมโยงเข้ากับกรุงเทพฯ และโลกทั้งโลก ผ่านเครือข่ายการสื่อสารคมนาคมสมัยใหม่ เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์ไร้สาย เด็กไทยมุลลิมพลัดถิ่นและไม่พลัดถิ่นล้วนสวมใส่เสื้อเหลือง
ไทยมุสลิมและไทยมุสลิมพลัดถิ่นตั้งบ้านเรือนอยู่ริมทะเล ด้านตะวันออกของเกาะ เป็นบ้านยกพื้นสูง เดิมมุงจากปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกระเบื้องและสังกะสี บ้านส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ แต่บางหลังสร้างด้วยอิฐ-ปูน มุสลิมพลัดถิ่นส่วนใหญ่จะอยู่บ้านไม้หลังเล็กและซอมซ่อ ส่วนไทยแท้จะมีบ้านหลังใหญ่กว่า มีความมั่นคง บางหลังทำด้วยอิฐและปูนตกแต่งสวยงาม

2.5 สรุป

ไทยพลัดถิ่นในพม่าคือกลุ่มที่ถือตนเป็นไทย หรือสยามที่อาศัยอยู่ในเขตมณฑลตะนาวศรีของสหภาพเมียนมาร์ เอกสารนักวิชาการและข้าราชการอังกฤษที่ปกครองพม่าระบุว่า ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีคนสยามอาศัยอยู่ประมาณ 19,200 ถึง 19,631 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ด้านใต้ของมณฑลตะนาวศรี โดยเฉพาะในเขตตำบลบกเปี้ยน มะลิวัลย์ ลังเคี๊ยะและสิงขร ก่อนการอพยพครั้งใหญ่สู่ฝั่งไทยหรือก่อนปี พ.ศ. 2530 นั้น ไทยพลัดถิ่นส่วนใหญ่ตั้งหลักแหล่งบริเวณเกาะสอง ลุ่มแม่น้ำเล็งย่า ลุ่มแม่น้ำตะนาวศรีใหญ่ ตะนาวศรีน้อย และลุ่มน้ำกระบุรีหรือปากจั่น ประมาณ 41,258 คน ประกอบด้วยไทยมุสลิมราว 18,280 คน ไทยพุทธ 22, 978 คน
ปัจจุบัน 3 ใน 4 ของไทยพลัดถิ่นในพม่าอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในฝั่งไทย ในเขตอำเภอชายแดนไทย-พม่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระนองและชุมพร ในบางชุมชนไทยพลัดถิ่นเข้าไปแทรกเป็นชนส่วนน้อยในชุมชนไทยปกติ แต่ในบางชุมชนไทยพลัดถิ่นอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ เช่น ชุมชนคลองลอย ชุมชนด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมชนซอยสิบ ชุมชนเกาะสินไห อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ปัจจุบัน ไทยพลัดถิ่นใน 3 จังหวัดข้างต้น ได้ดำเนินการประสานรวมตัวกันจัดตั้งเป็นเครือข่ายต่อสู้เพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเป็นพลเมืองไทยและการได้คืนสัญชาติไทย ซึ่งเป็นเนื้อหาที่จะกล่าวถึงในบทถัดไป


โดย : ฐิรวุฒิ เสนาคำ   email : sthirawu@wu.ac.th เมื่อ วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม 2550 เวลา 22:54:30 น. ip 58.137.16.2, ลบ

ความคิดเห็นที่ 3

[ข้อมูลต่อไปนี้ เป็นส่วนหนี่งของดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนเรื่อง "ไทยพลัดถิ่นกับข้อจำกัดขององค์ความรู้เรืองรัฐ-ชาติในสังคมไทย" ที่นำเสนอต่อคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2549 ผู้อ่านปรารถนาฉบับเต็มของวิทยานิพนธ์กรุณาติดต่อตาม email ที่ปรากฏ]
ปากคำไทยพลัดถิ่น

ประทีป ปฏิแพทย์ กวี-ศิลปินไทยพลัดถิ่นสิงขร

คนไทยฝั่งนั้นคิดว่าคนไทยอยู่ในแผ่นดินเดิม เมื่อก่อนมีคนไทยตกค้างอยู่ไม่มาก แต่ที่มากคือกลุ่มผู้อพยพจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งนั้น มีมากในช่วงสงคราม แต่ระยะหลังก็อพยพเคลื่อนย้ายกันไป ทั้งด้วยการทำมาหากินและเหตุปัจจัยอื่น คนที่อยู่ฝั่งนั้นอยู่กันสบาย คนก็อยู่กัน ตาของผมเป็นไทย แต่งงานฝั่งนี้ ไปเที่ยวเจอสาวฝั่งโน้นก็ไปแต่งงานใหม่ มีลูกมีหลานที่นั่น คนฝั่งโน้นมีลูกมาก คนขยายตัวเร็ว ฝั่งนั้นไม่มียาคุม ครอบครัวหนึ่งมีลูก 7-8 คน 10 คนก็มี…
คนฝั่งโน้นเอาพิธีกรรม วัฒนธรรมฝั่งนี้ไปใช้ ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย เหมือนกับทางนี้ทุกประการ บวช ลำดับชั้น สวดเหมือนกัน พระเอาไปจากฝั่งนี้ พระพม่ามาสวดเราไม่เอา ก่อนหน้านี้ คนไทยฝั่งนั้นมาบวชฝั่งนี้ มาบวชวัดเขาโบสถ์ บางสะพานใหญ่ หลวงพ่อท้วมวัดเขาโบสถ์อำเภอบางสะพานเคยเดินสายไปบวชให้คนฝั่งโน้น ตอนหลังที่ฝั่งนั้นเรามีหลวงพ่อโรม เป็นพระไทยวัดบกเปี้ยนเป็นอุปัชฌาย์ หลวงพ่อท้วมเลยไม่ต้องไป พระสมัยก่อนเขาเดินช้างหรือเดินเท้าขึ้นไป พระฝั่งนี้ไปอยู่ฝั่งนั้นนับสิบๆ รูป
คนฝั่งนั้นมีเรื่องเล่าว่า แผ่นดินตรงนั้นเป็นของไทย แผ่นดินฝั่งนั้นไทยจะต้องเอาคืน พูดกันหลายครั้งเมื่อถูกพม่ารังแก ก็คิดว่าผืนดินตรงนั้นจะตกเป็นของไทย ระดับนายร้อยนายพันทหารพม่าเชื่อว่า ถ้า___เป็นพระเจ้าแผ่นดินจะต้องตีเอาแผ่นดินไทยตรงนั้นกลับคืน คนไทยฝั่งนั้นก็ยังเชื่อว่า___จะไปตีคืน คนไทยฝั่งนั้นบางคนไม่กลับมาฝั่งนี้เพราะห่วงสมบัติ และรอให้แผ่นดินตรงนั้นกลับเป็นของไทย ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ฝั่งโน้น รอฝั่งไทยเอื้อมมือไปรับ ไปเอาแผ่นดินไทยกลับคืนเป็นไทย แต่ไม่มี คนไทยฝั่งนั้นไม่เคยคิดจะเป็นพม่า เราไม่เคยเรียนพระตามแบบพม่า แต่พระพม่ามาเรียนแบบพระไทย วัดไทยฝั่งนั้นสร้างด้วยวัสดุพม่า แต่มีสิงห์โตและมีนาคราช วัดไทยและวัดพม่าแยกได้ ระเบียบวัดต่างกัน พระพม่าฉันอาหารฉวยอาหารจากสำรับอื่น พระไทยระเบียบวัดไทยไม่ให้ทำ พระพม่ารับประเคนจากผู้หญิงได้ พระไทยรับไม่ได้ พระพม่าไม่โกนคิ้ว พระไทยโกน พระไทยสบงจีวรสีเหลือง พระพม่าสีแดงเข้ม
การสร้างชาติ สร้างความเป็นไทย เราสร้างมาด้วยกัน เราเป็นไทยอยู่แดนเดิม จะใช้ไทยพลัดถิ่นก็ไม่ได้ เพราะเราอยู่ในแดนเดิมของไทย ทวดผมไปสมัยสงครามญี่ปุ่น เป็นทหารจำเป็นไปแถวมะริด ไปแล้วไปเจอแม่หม้าย ไปแต่งงานกับคนฝั่งนั้น ซึ่งเป็นคนไทย ตอนทวดผมไป มีหมู่บ้านคนไทยอยู่ฝั่งนั้นแล้ว ทวดไปหมู่บ้านทุ่งทองหลาง ก่อนเป็นทหารจำเป็น ทวดเป็นแพทย์ อยู่ชุมพร นามสกุลผมจึงเป็นปฏิแพทย์ ส่วนตาไปจากประจวบฯ มีญาติอยู่ประจวบฯ
สิงขรเป็นเมืองเก่า ยายเล่าว่าสมัยก่อนใช้ไม้ ทุบไม้เป็นผ้านุ่ง สิงขรมีคนไทยตั้งอยู่ก่อน รุ่นที่นุ่งท่อนไม้ สิงขรเป็นเมืองเก่า มีหลักฐานโบราณคดี มีหลักฐานบอกความเป็นไทยชัดเจน เรื่องชาละวัน-ไกรทองไม่ได้เกิดที่พิจิตร ไทยเข้าใจผิดคิดว่าพิจิตรคือเมืองชาละวัน เมืองชาละวันอยู่ที่สิงขร สิงขรมีถ้ำชาละวันมีวังบาดาล ผมพาไปดูก็ได้ถ้าอยากไป ผมเคยเถียงกับพระจากพิจิตร ท่านไมเชื่อ ผมจึงพาไปดู ท่านจึงบอกว่า เมืองชาละวันอยู่ที่สิงขร คนรุ่นปู่รุ่นย่าเล่าว่า ถ้ำชาละวันมีอาถรรพ์ เวลาจะจัดงานต้องการถ้วยชาม ก็หย่อนตะกร้าลงไปวังบาดาล ลงไปถ้ำ เขียนจดหมายลงไป หย่อนลงไป 10-15 นาที ยกขึ้นมาก็จะมีถ้วย-ชามติดขึ้นมา ใช้เสร็จก็หย่อนกลับ หย่อนถ้วย-ชามกลับจำนวนเท่าเดิม ตอนหลังถ้ำนั้นปิดแล้ว เพราะคนสิงขรทำถ้วย-ชามเขาหาย ส่งกลับไม่ครบ ถ้ำจึงปิดเองโดยธรรมชาติ
ตะนาวศรี สิงขรไม่ได้เป็นของพม่า เป็นของไทยและเป็นไทยมาโดยตลอด เทือกเขาตะนาวศรีก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้ ตามที่หนังสือประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ไทยเข้าใจ เทือกเขาตะนาวศรีคือเขาพระบาท เป็นเทือกเขาที่ติดเมืองตะนาวศรี มีรอยพระพุทธบาทอยู่ เป็นพระบาทข้างขวา หันหน้ามาด้านตะวันออก และไม่ใช่เทือกเขาพรมแดนตรงนี้
พรมแดนไทย-พม่าไม่ได้อยู่ด่านสิงขร ด่านสิงขรที่แท้จริงก็ไม่ได้อยู่ที่ด่านสิงขรของไทยปัจจุบัน พรมแดนไทยพม่าอยู่ที่แนวไม้แฝก แนวไม้แฝกอยู่ที่เย้ เทือกเขาตะนาวศรี หัวหน้าณรงค์ข้าราชการไทยจากฝั่งนี้ เคยปลอมตัวเป็นขอทานไปดูมาแล้ว
สิงขรก่อนหน้านี้อยู่กันสบาย นับปีกองทหารพม่าถึงจะเข้ามา คนไทยปกครองกันเอง คนรุ่นก่อนเขาเล่าให้ฟังว่า คนสิงขรปกครองกันเอง สิงขรเป็นของไทย ปกครองแบบไทย เพราะสิงขรเป็นของไทย เป็นเมืองไทย พระยาเลนุ้ยเคยไปจากฝั่งนี้เป็นพระยาจากฝั่งนี้ ไปสิงขร เห็นคนไทยอยู่ที่นั้นเลยอยู่ปกครองที่นั่น คนไทยปกครองกันเอง มีจางวางหรือกำนันสืบทอดกันมาหลายรุ่น จางวางเป็นคนมีความรู้ จบนักธรรมเอก นักธรรมโท ความรู้พอๆ กับปริญญาตรีของฝั่งนี้ จางวางโดยคนไทยที่คนเล่าขานสืบทอดมามีหลายรุ่นหลายคน คือ จางวางหงวน จางวางครื่น จางวางเอียด จางวางผิว จางวางสุทน สืบทอดตำแหน่งกำนันกันมาหลายรุ่น
สิงขรมีคนจากฝั่งนี้อพยพไปมาก ไปก่อนสงครามก็มี หลังสงครามก็มี ไปด้วยหลายเหตุ หลายปัจจัย หนีคดีไป ไปเที่ยวฝั่งนั้น เห็นสาวที่นั่น แต่งงานแล้วอยู่ที่นั่น คนไปจากบางสะพาน จากชุมพรมีมาก เมื่อ 50 ปีก่อนมะพร้าวก็เป็นมะพร้าวจากชุมพร เราใช้เงินเบี้ย เฟื่อง ตำลึง ใช้เงินไทยกัน
ผมเกิดที่สิงขร เรียนที่สิงขร เรียนที่วัด เรียน น โม ก ข พระท่านเป็นคนสอน หนังสือไทย เอาไปจากฝั่งไทย ผมมาครั้งหนึ่งปี 2511-2512 พาควายมา 3 ตัว เดินมาตามคลอง ข้าวใส่กระบอกแขวนคอควายมา แต่มาแล้วก็กลับไป ครอบครัวไม่ได้มาด้วย
ผมอพยพเข้ามาจริงปี 2539 เข้าทางด่านสิงขร เข้ามาและมาอยู่ที่นี่ ประมาณ 60 ครอบครัว คน 300 คน มาอยู่ที่นี่หนึ่งปี หลังจากนั้นคนก็ทยอยกันมา มาหลังผมแต่ในปีเดียวกันอีกราว 30 ครอบครัว มาอยู่ที่นี่ด้วยกันหมด หลังจากนั้นจึงแยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่น ไปอยู่หนองบอน คลองลอย ธรรมรัตน์หรือในล็อก ไชยราช ไปอยู่ระนองก็มี ทับสะแกก็มี
คนสิงขรเข้ามาไทยก่อนหน้าก็มี ก่อนกลุ่มที่อยู่ด่านสิงขรก็มี ก่อนการเข้ามางของลุงจอง ผู้นำไทยพลัดถิ่นจากสิงขรที่นำพักพวกกลับมาฝั่งไทยปี 2516-2517 ที่เขาอพยพรุ่นนั้นเป็นเพราะพวกพีเจี๊ยะ (พวกพม่ากู้ชาติ) เข้าไปเผาหมู่บ้านสิงขร คนก็หนีมากัน แต่พวกผมยังอยู่ ก่อนพวกผมกลับเข้ามา สิงขรเป็นตำบลใหญ่ ประกอบด้วย 8 หมู่บ้าน 9 กับสิงขรที่เป็นตำบล หมู่บ้านคนไทยตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำตะนาวศรี ทั้งตำบลสิงขรเป็นหมู่บ้านคนไทย เฉพาะบ้านสิงขรมีประมาณ 900 ครัว ประชากรทั้งตำบลประมาณ 30,000 คน สิงขรเป็นหมู่บ้านใหญ่ ใหญ่มาก ถ้านับพื้นที่ของพวกผม พื้นที่มีมาก ตำบลสิงขรสามารถตั้งเป็นจังหวัดได้
พวกเรามาปี 2539 ไม่มาก่อนหน้านั้นเพราะสิงขรยังอยู่ได้ ที่จริงเราก็อยู่อย่างอิสระ แต่เริ่มมีปัญหาประมาณปี 2524-2525 ซึ่งเป็นปีที่พม่าเข้ามายุ่งกับเรา ที่เข้ามายุ่ง เพราะมีกองกำลังกะเหรี่ยงต่อสู้กับรัฐบาลพม่า พม่าก็เริ่มเข้ามาในหมู่บ้านคนไทย มาเอาผู้ชายไปแบกสัมภาระนำหน้าทหารพม่ารบกับกะเหรี่ยง ลูกเมียอยู่บ้านโดนข่มขืน จะอยู่ไงไหว เอาผู้ชายไปแบกของ เดินไม่ไหวมันยิงทิ้ง เราอยู่ไม่ได้ ก็ต้องมา ตอนมามีเสื้อผ้าชุดเดียว มาเพราะถูกรังแก ผู้หญิงถูกข่มขืน ผู้ชายเป็นลูกหาบ ลูกหาบที่ตายก็ตายไป ที่ไม่ตายก็กลับมา อยู่ไม่ได้ก็ต้องมา ลูกเมียอยู่บ้านถูกข่มขืนปี้ป่น ลูกหาบที่ไปตามทางไม่ได้ก็ฆ่าทิ้งเสีย จะอยู่ไหวไหมละ มันทนไม่ไหวมั้ยหละ
ถ้าทนไหว ไม่มา เพราะตรงนั้น เป็นแผ่นดินของเราเหมือนกัน ความทุกข์ความทรมานของไทยสิงขร ลำบากน้ำตาแทบกระเด็น ไม่รู้แห่งจะทำอย่างไร ทุกๆ คนทรัพย์สมบัติมีอยู่ฝั่งนั้น ปัจจุบันที่มีอยู่ มีที่ดิน แต่ไปทำไม่ได้ เลยต้องมาที่นี่ มาลำบากที่นี่ มาอยู่ในที่ดินเท่ากระแบะมือ ที่เป็นของคนอื่น มาอยู่บ้านกระต๊อบ เวลาหนาวผ้าห่มสองผืนเอาไม่อยู่ มาอยู่บ้านหลังเล็กมุ่งสังกะสี ฝาผนังไม้มะพร้าว ฝาผนังกระสอบ ห้องส้วมทำไม่ได้ เพราะอยู่ในที่ของคนอื่น แต่ที่นั่น เราอยู่ไม่ได้ก็ต้องมา มาตายเอาดาบหน้า ถือว่าแผ่นดินตรงนี้เป็นที่ปู่ที่ย่า ที่ของตายายก็กลับมา แต่กลับมาเขาก็ไม่ให้เราเป็นไทย
ปัจจุบันยังมีคนไทยอยู่ในสิงขร ยังเข้ามากันไม่หมด ยังเสียดายแผ่นดินไทย รุ่นผมยังไม่ได้แผ่นดินตรงนั้นเป็นไทย รุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่แน่ แผ่นดินตรงนั้นอาจจะเป็นของไทย ยังเหลืออยู่ในสิงขรประมาณ 2-3 พันคน
คนไทยในสิงขรจะไปมาหาสู่กัน รู้จักกันดี หมู่บ้านในสิงขรผมรู้จักหมด ไปเที่ยวมาหมด ไม่ว่าจะเป็นจมูกโพรง ลำมะแท็ง คลองข่า คลองหลวง วังใหญ่ ตลิ่งแดง แหลมยวนและหาดแก้ว ทั้งหมดเป็นหมู่บ้านคนไทย ตำบลสิงขรทั้งตำบลคือหมู่บ้านคนไทย คนไทยรู้จักกัน แม้มาอยู่ฝั่งนี้ก็รู้ว่าไทยพลัดถิ่นอยู่ที่ไหน เฉพาะประจวบฯ ไทยพลัดถิ่นอพยพเข้ามาอยู่ 3 อำเภอ คือบางสะพาน บางสะพานน้อยและทับสะแก ส่วนใหญ่อยู่บ้านในล็อก-ธรรมรัตน์ บ้านบางเจริญ หินเทิน คอกอีเผือก คลองลอย วังน้ำเขียว มรสวบ ห้วยไก่ต่อ หนองบอน หนองหอย เขาปอ ทุ่งพุฒิ วังยางและด่านสิงขร ประมาณ 3 ใน 4 ของคนไทยสิงขร มาอยู่ฝั่งไทย
คนไทยฝั่งนั้นไม่เคยคิดว่าตนเป็นพม่า จะผิดหรือถูกอย่างไร ก็ต้องหนีมาไทย มาอยู่ฝั่งไทย เขาไม่ให้เป็นไทย พวกผมก็ต้องสู้ เขาจะให้เป็นพม่า ผมไม่ยอม ผมไม่ใช่พม่า ปู่ผมเป็นคนชุมพร ตาผมเป็นคนตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก ผมจะยอมเป็นพม่าหรือ ผมไม่ยอม ผมไม่ได้เป็นพม่า
ถ้าเขาไม่ให้ผมเป็นไทย ผมก็อยู่อย่างนี้ เพราะว่าเราเป็นคนไทย จะให้เป็นพม่าได้อย่างไร ผมไม่เคยลืมเชื้อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน ถึงจะเกิดที่ไหนก็เหมือนกัน ไม่เคยลืม อยากให้ไปดูหมู่บ้านคนไทยสมัยก่อนที่ผมอยู่ รูปในหลวงจะมีอยู่ทุกบ้าน ถ้าไม่มีรูปในหลวงก็มิใช่บ้านคนไทย พม่ามันหาเอาไปติดไม่ ถ้ามีรูปในหลวงเป็นบ้านคนไทย
ผมและพวกผมเป็นไทย…

เจียน ชุยยัง ไทยพลัดถิ่นจากบกเปี้ยน

บรรพบุรุษของผมเป็นคนไทยฝั่งนี้ เขาอพยพไปอยู่ฝั่งโน้น เขาหนีพม่าจากตะกั่วป่า ตอนพม่ายกทัพตีตะกั่วป่า ไปจากบ้านนพปริง ไปกันมาก ตาโสมตาแสงไป คนอีสานไป ไปอยู่ตลาดสุหรี ห้างปรุ บกเปี้ยน ตลาดสุหรี ห้างปรุ บกเปี้ยน คนเมืองไทยไปอยู่มาก สมัยนั้นการทำมาหากินง่าย ก็เลยไปมาก ที่ไปกันมากก็ในช่วงอังกฤษปกครอง ตลาดสุหรี ห้างปรุ ลังเคี๊ยะเขาทำเหมืองกัน คนจากฝั่งนี้ก็เลยแห่กันไป ตอนฝรั่งปกครองบ้านเมืองเขาเจริญ
ผมเกิดที่ห้างปรุ แม่ไปจากวังไฝ่ จังหวัดชุมพร สมัยก่อนเขาไปตามพ่อแม่ ผมเรียนหนังสือที่วัด เรียนในวัด คนไทยเรียนหนังสือไทย ไม่เรียนหนังสือพม่า อาจารย์เล็กเป็นคนสอน น โม ก ข สอนเลข หนังสือเรียนเอาไปจากเมืองไทย พระฝั่งโน้นมาฝั่งนี้ก็เอากลับไป พระฝั่งนี้ข้ามไปก็เอาไป เด็กผู้ชายเรียนในวัด ผู้หญิงเรียนที่บ้าน ไม่เข้าใจจึงไปถามพระที่วัด อาจารย์เล็กเป็นพระจากสุพรรณบุรี บวชแล้วไปอยู่ที่ห้างปรุ ตอนหลังวิกลจริต ชาวบ้านเลยส่งกลับ
คนฝั่งนั้นเข้าวัดฟังธรรมกันมาก ผู้ใหญ่ก็ไปลูกเล็กเด็กแดงก็ไป วัดเป็นวัดไทย พระที่เป็นสมภารวัดฝ่ายนั้นเป็นพระจากฝั่งไทย พระที่คนนับถือมากคือพระอาจารย์โรม เป็นพระไทยมาจากตะนาวศรีมาประจำที่วัดบกเปี้ยน
คนในห้างปรุทำเหมืองและตัดหวาย ไม่สนใจเรื่องที่ดิน ที่ไม่ได้ขายกัน นาห้างปรุมีน้อย ห้างปรุ ตลาดสุหรีไม่ทำนา เขาทำเหมือง ห้างปรุทำเหมืองตัดหวาย เอามาขายที่หาดจิก ปากจั่น ระนอง แร่เอาไปขายมะริด แต่ที่ทุ่งเสม็ด บกเปี้ยนนาจะเยอะ เขาทำนานวดข้าวใช้ควายฝูงเหยียบ คนช่วยกันทำ ทำนาเหมือนฝั่งไทย คนทำเหมืองเป็นคนจีน มาจากเมืองจีน ห้างปรุจึงเป็นเมืองของคนไทยกับจีน ตลาดสุหรีมีพม่าอยู่ด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นไทยกับจีน
ผมเป็นคนเดินทางข้ามไปมาระหว่างไทย-พม่า เป็นพ่อค้า ไปๆ มาๆ เดือนละสองสามหน เอาช้างไปขาย เอาของกลับมาขาย เอาเครื่องเรือขุดต่างๆ ไป ไปมาไม่มีใครตรวจบัตร ใครอยากเดินก็เดิน สมัยนั้นยังไม่ประกาศทำบัตร
คนฝั่งนั้นเป็นคนไทย ถือตนเป็นไทย ไม่เคยคิดว่าตนเป็นพม่า บวชก็บวชวัดไทย ตลอดช่วงที่ผมอยู่ที่นั่น ไม่มีคนไทยแต่งงานกับพม่า ตอนนี้ผมอายุ 77 มาไทยปี 2493 หลังสงครามญี่ปุ่น อังกฤษออกไปพม่าได้อิสระ
คนไทยเขาอยู่ที่นั่น ก็หวังว่าแผ่นดินจะกลับเป็นของไทย ขนบธรรมเนียมที่นั่นก็เป็นไทย พูดภาษาไทย เล่นและฟังหนังตะลุง หนังตะลุงมีทั้งไปจากเมืองไทย แต่บกเปี้ยนมีมโนราห์หนังตะลุงของตนเอง เล่นเรื่องมโนราห์ รามเกียรติ์ ตัวตลกมีแก้ว กุน เคย ช้อย คนฝั่งนั้นร้องเพลง “รักเมืองไทย” รอที่ไทยจะได้กลับคืน รักเมืองไทย รักในหลวง รูปพระเจ้าอยู่หัวใครมาฝั่งไทยก็เอาไป ติดไว้เทิดทูล ไทยอิสลามก็เอาไปติด สมัย ร. 8 สิ้น เขาร้องเพลง “ประเทศไทยสมัย 89 มีเหตุแสนเศร้า วันที่ 19 มิถุนายน มหิดลองค์เจ้าได้สิ้นพระชนม์ เมฆฝนหยาดน้ำตาลงมา...”
เขาผูกพันกับฝั่งนี้ เขาเชื่อกันว่าเรื่องพระรถ-เมรีอยู่ที่บกเปี้ยน พระเมรีไปอยู่ที่นั่น…น้ำไหลออกจาก___พระเมรี ตอนมีรอบเดือนจะมีสีแดง ไหลลงคลองลังเคี๊ยะ ชาวบ้านจะไม่ดื่มกินน้ำจากคลองลังเคี๊ยะ คนฝั่งโน้นเชื่อว่ามะริด ปะลอ ทวาย ตะนาวศรี สิงขรเป็นแผ่นดินไทย ที่มะริดคนไทยพูดพม่า แต่ถ้าเราพูดไทยก็พูดไทยด้วย เขาเชื่อว่าแผ่นดินตรงนั้นเป็นแผ่นดินไทย แดนไทย-พม่าไม่ได้อยู่ที่สิงขร ปากจั่น-กระบุรี แดนไทย-พม่าอยู่ที่แนวไม้แขวกหรือไม้แฝก อยู่เหนือทวายขึ้นไป แปลกยังไงไม่ทราบ ไม้เมื่อโตขึ้นมันจะเบนออกจากกัน โดยไม่มีใครทำ แยกฝั่งหนึ่งไปไทย ฝั่งหนึ่งไปพม่า ตามเรื่องเล่าไม่ได้แยกกันเฉพาะไม้ น้ำก็ไหลแยกออกจากกัน
คนไทยอยู่ที่นั่นไม่กลับมา เพราะเขาเชื่อว่า แผ่นดินจะเปลี่ยนเป็นไทย เมื่อเปลี่ยนรัชกาล เหมือนที่เคยเป็นมา เขารอคอย
ตอนสงครามญี่ปุ่น คนไทยฝั่งนั้นจัดตั้งกันเป็นยี่หิน คุ้มครองหมู่บ้าน ใครเป็นยี่หินเขาจะรู้กันเอง มีสัญลักษณ์เข้าใจกัน ลูบท้องหมายถึงหิวข้าว คว่ำซ้อนหมายถึงแกงหมด หงายช้อนหมายถึงแกงมี เขาจัดตั้งดูแลกันเอง ห้ามปล้น ห้างปรุ ทุ่งเสม็ด บกเปี้ยน ลังเคี๊ยะ ตั้งกันหลายหมู่บ้าน คนฝั่งนั้นตั้งกันเอง เรียกประชุมปรึกษากัน จัดตั้งเพื่อคุ้มครองหมู่บ้าน มีการดื่มน้ำสาบานกัน แต่ไม่ได้คิดเอาแผ่นดินคืนถ้าฝ่ายไทยไม่เข้าช่วย เพราะถ้าฝ่ายไทยไม่ช่วยก็ไม่สามารถเอาแผ่นดินคืนได้ ถ้ารัฐบาลไทยส่งเสริมก็จะเอาแผ่นดินคืน
ปี 2495 พรานชม เป็นพรานจากลังเคี๊ยะ เป็นพรานหากินอยู่ตามป่า เป็นคนมีวิชาอาคม เข้ายึดบกเปี้ยน ยึดอยู่ 1 วัน ต้องหนี ยึดด้วยกำลังคน 70 คน ปืนธรรมดา ยึดไม่ได้เลยหนีมาฝั่งไทย มาอยู่บางสะพาน บางคนบอกว่าแกยึดเพื่อเอาแผ่นดินไทยกลับคืน บางคนว่าแกทำเพื่อให้พม่ายำเกรง เพื่อต่อรองกับรัฐบาลพม่า
ผมอพยพกลับมาฝั่งนี้ปี 2493 หลังอังกฤษออกไป ก่อนมาห้างปรุเฉพาะในตลาดมีบ้านคนไทย 80 หลัง ทั้งหมู่บ้านมี 100 กว่าหลัง มากัน 80 กว่าหลังเกือบหมดห้างปรุ มาขึ้นฝั่งไทยที่หาดจิก จังหวัดระนอง เพราะมาสะดวก พม่าไม่เอาธุระ อยากมาก็ให้มา ที่มาก็เพราะตำรวจฝั่งนั้นมีปัญหา ทำมาหากินคล่อง ดีกว่าฝั่งไทย แต่กดขี่ ลำบาก กฎหมายเถื่อน ลูกทำผิด จับพ่อแม่ พม่าต้องการอะไรก็เอาเปล่า บกเปี้ยนจะทำสนามบิน ที่ดินชาวบ้านก็เอาเปล่าๆ ไก่ วัวมันก็เอาเปล่าๆ ใช้กฎหมู่มากกว่ากฎหมาย
เข้ามาใหม่ๆ ผมไปอยู่กระบุรี จากนั้นไปอยู่ชุมพร ตะกั่วป่า ท้ายเหมืองและสุดท้ายมาอยู่พังงา ตอนนั้นไปไหนก็ได้ ไม่มีใครตรวจบัตร ไม่รู้ว่าใครเป็นไทยฝั่งไหน เพราะเหมือนกัน พูดภาษาปักษ์ใต้ด้วยกัน และยังไม่มีใครทำบัตร เมื่อมีประกาศทำบัตร ผมไปทำก็ได้บัตร 80 ครอบครัวที่มาพร้อมกัน ก็ได้บัตร

เทียบ ประกอบปราณ ไทยพลัดถิ่นสิงขร

ผมอพยพมาจาก ตำบลสิงขร เขตพม่า เมื่อปี 17 มีคนไทยหนองหินมาอยู่ 3 ครัว เราเข้ามาไถที่ทำกิน ปี 17 ไถที่ปลูกมัน ปี 20 ยกบ้าน ทำบัตรสีเขียว ทำบัตรสีเขียว ผู้มีเชื่อชาติไทย สัญชาติพม่า สีของบัตรเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ปี 17 ที่ด่านสิงขรมีอยู่ 7 ครอบครัว แต่ปี 19 คนอพยพมาจากสิงขรมากขึ้น กลุ่มนี้เข้ามาอยู่ด่านสิงขร แต่ไปทำกินในเขตกะเหรี่ยง ฝั่งพม่า ตอนนั้นพื้นที่ฝั่งพม่าบริเวณใกล้ด่านสิงขร อยู่ภายใต้อำนาจของกะเหรี่ยง บางครั้งกะเหรี่ยงจะช่วยคนไทยเวลาหนีพม่ามา กะเหรี่ยงช่วยยิงคุ้มกันให้เวลาคนไทยหนีเข้ามาฝั่งไทย ไปทำอยู่ในพื้นที่ของกะเหรียงอยู่ 11 ปีเต็ม จำนวน 40 ครอบครัว แต่หลังจากพลเอกอาทิตย์ กำลังเอกปราบเขาค้อสำเร็จ ก็มาจัดสรรที่ดินให้อยู่ ที่ด่านสิงขร อยู่ห่างจากด่านประมาณ 4 ก.ม.
ญาติของผมมีทั้งที่อยู่ในเขตบางสะพานน้อยและบางสะพานใหญ่ จังหวัดประจวบฯ พ่อผมอพยพไปอยู่ฝั่งนั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงสงครามไทยแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายรัฐบาลและยี่หิน ยี่หินเป็นกลุ่มที่ต่อต้านญี่ปุ่น พ่อเลยหนีการแบ่งฝักฝ่ายไปฝั่งโน้น ตอนพ่อไปผมมีอายุได้ 7 ขวบ ตอนไปสิงขรตั้งเป็นหมู่บ้านอยู่แล้ว
ผมมีญาติตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สิงขร ที่จริงคนสิงขรกับคนประจวบฯ คือกลุ่มเครือญาติ ตอนกลับมาผมก็มีญาติอยู่ฝั่งนี้ แต่ไม่ไปหาเขา คนฝั่งนี้ไปอยู่สิงขรด้วยหลายสาเหตุ ไปเที่ยว หนีทหาร ไปเยี่ยมญาติ หนีไม้เหลี่ยม
ตอนสงครามโลก คนไทยในสิงขรมิได้รวมตัวกัน ถูกทหารญี่ปุ่นเกณฑ์เอาคนสิงขรไปเป็นแรงงานสร้างทางรถไฟ หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปเป็นแรงงาน บางคนหลบหนี แต่คนไทยที่ถูกเกณฑ์ไปมีไม่มาก คนไทยที่นั่นไม่รวมตัวกันเพื่อเอาแผ่นดินคืน ไม่ได้ต่อต้านญี่ปุ่น เพราะเชื่อว่าหากญี่ปุ่นชนะ รัฐบาลไทยก็จะขอแผ่นดินตรงนั้นคืนเป็นของไทย คนไทยนึกเอาเองว่าหลังจากอังกฤษไปแล้ว จะได้กลับคืน ตำบลสิงขรเป็นที่อยู่ของคนไทย วัดก็วัดไทย ชื่อวัด เขียนเป็นภาษาไทย คนไทยส่วนใหญ่ปัจจุบันอพยพเข้ามาฝั่งไทย
คนไทยอยู่ที่นั่นร่ำรวย ไม่ทำมาหากินก็ได้กิน มีนาร้อยไร่ วัวควายเป็นฝูง ข้าวมีเต็มยุ้ง มีทองเก็บก็มี ก่อนคนไทยเรียนกันที่วัด เรียนภาษาไทย เรียนกันเป็นร้อย พม่าให้เรียน แต่ตอนนี้ไม่ให้เรียนแล้ว พม่าบังคับให้เรียนหนังสือพม่า เรียนในโรงเรียนพม่า แต่ก่อนคนไทยไม่รู้หนังสือพม่า ไม่แต่งงานกับคนพม่า ตอนนี้พม่าเริ่มแต่งงานกับไทย เด็กไทยในตะนาวศรีพูดไทยไม่ได้แล้ว แต่พ่อแม่ยังพูดไทย ในเขตสิงขรมีคนไทยอยู่สองกลุ่ม คือ ไทยปักษ์ใต้กับไทยอีสาน ไทยอีสานอยู่ที่ตำบลคลองใหญ่ ตั้งหมู่บ้านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตะนาวศรีใหญ่ ชื่อบ้านทุ่งพร้าว เป็นคนอีสาน มีประมาณ 111 หลัง แต่ตอนหลังคนพวกนี้ถูกกลืนเป็นพม่าไปแล้ว แต่งงานกับพม่า พูดภาษาพม่า
คนไทยใต้ส่วนใหญ่อาศัยตามหมู่บ้านต่างๆ ของตำบลสิงขร เดิมเป็นหมู่บ้านคนไทยล้วน เป็นหมู่บ้านใหญ่ ปัจจุบัน คนไทยอพยพออก ทหารพม่าย้ายกองร้อยเข้ามา นำคนพม่าเข้ามาตั้งบ้านในหมู่บ้านคนไทย ย้ายคนไทยไปรวมกันอยู่ในที่ที่ทหารพม่าจัดให้ คนที่ไปปีที่แล้วบอกว่าคนไทยเหลือน้อย ในจมูกโพรงเหลือแค่ 40-50 หลัง ลำมะแท็ง 20 หลัง ทองหลาง 30 หลัง วังใหญ่ 10-15 หลัง ทุ่งข่า 15 หลัง แหลมยวน 30 หลัง สิงขร 300 หลัง หาดแก้ว 5-6 หลัง ตลิ่งแดง 15-20 หลัง 2 ใน 3 ของคนตำบลสิงขรปัจจุบันอยู่ในไทย อีก 30 ปีข้างหน้า คนไทยในสิงขรคงหมดไป ถ้าไม่กลับมาไทย ก็กลายเป็นพม่า พูดพม่า แต่งงานกับพม่า
รุ่นแรกที่อพยพกลับมาปี 17 เป็นเพราะคนกลุ่มน้อยเข้าไปในหมู่บ้าน ยิงคนในหมู่บ้านสิงขรตาย ปี 15-17 คนกลุ่มน้อยเข้ามาในหมู่บ้าน ปล้นเอาควายเอาช้าง พวกพม่ากลุ่มน้อย พวกพีเจี๊ยะ-คนรักประเทศ-เข้าไปยิงคนสิงขร ช่วงปี 39-41 คนสิงขรอพยพเข้ามามาก พม่ากับกะเหรี่ยงรบกันแตกหัก กองกำลังกะเหรี่ยงเริ่มแพ้ ฐานที่มั่นที่เนิน 79 ถูกพม่าตีแตก กะเหรี่ยงทะลักเข้าไทย
การสู้รบระหว่างพม่ากับกะเหรี่ยงกระทบต่อหมู่บ้านคนไทย บ้านคนไทยอยู่ระหว่างการสู้รบ คนไทยถูกจับไปเป็นปอตาทา เป็นคนแบกสัมภาระนำหน้ากองทหารพม่าพื่อรบกับชนกลุ่มน้อย การสู้รบระหว่างพม่ากะเหรี่ยง ทำให้ราชการไทยห่วงใยคนไทย ปี 19 กระทรวงมหาดไทยประกาศให้คนไทยในสิงขรกลับฝั่งไทย มีคนจากฝั่งนี้เข้าไปบอกให้กลับ กลับมาอยู่ที่บ้านคลองลอย ไชยราช ที่ผู้พันเชาวลิตจัดให้ หัวหน้าณรงค์ หน่วย กอ.รมน. เคยเดินทางเข้าไปถึงตะนาวศรี เข้าไปฝึกการป้องกันตนเองให้คนไทยในสิงขร 3 ครั้ง ปี 36-37 ราชการไทยเรียกคนไทยจากตำบลสิงขรและจมูกโพรง เข้ามาฝั่งไทย อบรมการป้องกันตนเอง 3 เดือนแล้วส่งกลับไป
ในสิงขรมีโรงเรียนพม่ามาตั้งแต่ปี 15 แต่พม่าไม่บังคับ ครูขวัญเงินเป็นคนสอน ครูขวัญเงินเป็นคนไทย เรียนจบนายร้อย พม่าให้เป็นครู นับตั้งแต่ปี 42 ปีที่นักศึกษาพม่ายึดสถานทูตในฝั่งไทย โรงเรียนพม่าบังคับให้เด็กไทยต้องเรียนหนังสือพม่า ห้ามพูดภาษาไทยในโรงเรียน ลูกไม่เรียน พ่อ-แม่จะถูกบังคับ
สิงขรเป็นทางผ่านของคนไทย ที่ข้ามไปมาเยี่ยมญาติ อพยพข้ามไปมา เพื่อการทำมาหากิน ในอดีตด่านสิงขรคือจุดผ่านของพ่อค้า กองทัพ ปัจจุบันคือทางผ่านของการทำบุญที่คนฝั่งโน้นข้ามมาทำบุญฝั่งนี้ คนฝั่งนี้ข้ามไปฝั่งโน้น ไปทอดกฐิน ไปงานศพและงานอื่น ๆ สิงขรไม่ใช่ด่านปิด เป็นที่ข้ามของคน ไม้ แร่ วัวและสินค้าอื่น ก่อนหน้านี้ด่านไม่มีใครเผ้า ตชด. เพิ่งเข้ามาเมื่องมีปัญหาการค้าของเถื่อน การค้าไม้ ด่านเพิ่งเข้ามาตั้งเมื่อปี 2527 แต่การตรวจคนเข้าออกไม่ได้เข้มข้น การตรวจเข้มข้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อทักษิณ เป็นนายก
คนไทยพลัดถิ่นที่อยู่ที่นี้ทำงานรับจ้าง ขายของในตลาด ตรงด่านสิงขร ไปลงเรือ ซึ่งเป็นอาชีพส่วนใหญ่ของคนที่นี้ ไม่ได้ข้ามไปทำไร่ฝั่งนั้นแล้ว ข้ามไปหาว่าเป็นคนสองชาติ
แม้ไทย-พม่าขีดแบ่งพรมแดน สำนึกความเป็นไทยเราไม่เคยเปลี่ยน เราไม่ได้พลัดถิ่น เขาเรียกเอาเอง ขนบธรรมเนียมไทย ยังคงสืบทอด ไทยพลัดถิ่นเขายัดเยียดให้

มณฑรา สุพรรณรัตน์ ไทยพลัดถิ่นจากบกเปี้ยน

พื้นที่จากตะนาวศรีลงมาเป็นที่คนไทยอยู่ พม่าเข้ามาสมัยอยุธยา พออังกฤษเข้ามาไทย-พม่ามองหน้ากันไม่ได้ เป็นศัตรูกัน ไทยไปเขตพม่าไม่ได้โดนตีตาย หลังสงคราม อังกฤษได้ดินแดนแถวตะนาวศรี ได้พม่า ในยุคนั้นอังกฤษให้พาสปอร์ต ให้สิทธิทำอยู่ทำกิน แต่เรียนหนังสือสูงไม่ได้
อังกฤษไป พม่ามาตั้งเมือง เข้ามาเป็นใหญ่ วัดต้องสอนหนังสือไทยแบบขโมยหรือแอบสอน เช่นที่วัดบกเปี้ยน วัดหลาดสุหรี วัดห้างปรุ วัดหมาราง วัดเหล่านี้สอนหนังสือไทยให้คนไทย และเป็นวัดเก่า ส่วนวัดทุ่งเสม็ด วัดหัวช้างเป็นวัดสร้างใหม่ คนไทยที่นั่นทำนา ทำไร่ ค้าขาย ไม่ได้ทำประมง มุสลิมอยู่ใกล้ทะเล ทำประมง พูดภาษามาลายู แต่มุสลิมแถวอ่าวจีน อ่าวจาก อ่างใหญ่ ใกล้เกาะสอง จะพูดไทย พูดภาษามาลายูไม่ได้
คนไทยฝั่งนั้นทำนาใช้วัวใช้ควายไถ ก่อนทำนาไหว้ที่นา ไถแล้วหว่าน และดำเสริม ข้าวที่ปลูกเป็นข้าวจากฝั่งไทย จากปากจั่น ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวเจ้า ข้าวเหนียวปลูกไว้ทำขนม ทำขนมหวานตามประเพณี ก่อนเก็บเกี่ยวทำขวัญแม่โพสพ รวบข้าวก่อนให้แม่โพสพอยู่ทุ่งนา ไม่ให้ไปไหน เก็บเกี่ยวเสร็จเชิญแม่โพสพ ขึ้นไปบนลาน หามฟ่อนข้าวขึ้นไปบนลาน เวลานวดข้าวใช้ฝูงวัวและคนขึ้นเหยียบ ย่ำ ลานข้าวฉะดินลานไว้ก่อน ตอกดินให้แน่นแล้วนวดข้าว นวดข้าวเสร็จ ทำไม้ 4 เสาขึ้นไปโปรยข้าว แยกข้าวรีบ ข้าวสมบูรณ์ เสร็จแล้วขนขึ้นยุ้งขึ้นเปาะ ปีไหนได้ข้าวเยอะจะนิมนต์พระมาสู่ขวัญข้าว ทำขนมเลี้ยงคน ทำบุญให้แม่โพสพ
การทำนาเครือญาติจะทำร่วมกัน ได้ผลผลิตแล้วค่อยแบ่งกัน นอกจากทำนา ชาวบ้านทำสวน สวนรวม ปลูกทุกอย่างรวมกัน อย่างละ 2 ต้น 3 ต้น 20 ปีก่อนถนนหนทางที่นั่นไม่เจริญ มีเฉพาะทางเกวียน ทางคนเดิน ไม่มีไฟฟ้า มีงานบุญใช้ตะเกียงเจ้าพายุ ปัจจุบันชาวบ้านใช้ไฟฟ้าปั่น ไม่มีทั้งวันเหมือนฝั่งไทย นอกจากทำนา ไทยพลัดถิ่นยังทำสวนและเลี้ยงสัตว์ สวนส่วนใหญ่เป็นสวนรวมหรือสวนสมรมที่ปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน มังคุด ขนุน จำปา มะพร้าว หมาก กล้วย มะละกอ เงาะ ฝรั่ง มะขาม มะปริง มะปราง มะไฟ สะตอ มะนาว มะเขือ ตระไคร้ โหรพา แมงลัก สับปะรด ผักกาด กะหล่ำปลี และพืชสวนครัวอื่นที่จำเป็น และเลี้ยงสัตว์จำพวกวัว ควาย ม้า เป็ด ไก่ นก วัวและควายยังคงเป็นแรงงานหลักในการเกษตรของไทยพลัดถิ่นคล้ายกับคนไทยฝั่งไทยเมื่อ 40 ปีก่อน ม้า เกวียนเทียมวัวเป็นพาหนะเดินทางไปไกล
เวลาเจ็บป่วยรักษากันเอง เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงการบริการการแพทย์ของพม่า พม่าไม่มีนโยบายการตั้งสถานบริการการแพทย์แผนใหม่ในชุมชนไทย ชุมชนไทยส่วนใหญ่จึงคลอดบุตรกับหมอตำแย รักษาโรคกับหมอสมุนไพร พระและหมอพื้นบ้าน
ก่อนปี 30 ไทยพลัดถิ่นในพม่าเกือบทั้งหมดมิได้เข้าโรงเรียนพม่า และโรงเรียนพม่ามิได้เข้ามาตั้งในหมู่บ้านไทย เด็กไทยจึงเรียนและรู้เฉพาะภาษาไทย เรียนภาษาไทยรัฐบาลพม่าไม่สนับสนุน จึงเรียนภาษาไทยในวัด มีพระไทยเป็นครูสอน ใช้หนังสือตำราเรียนจากฝั่งไทย พระเอาไป พวกเรามาก็เอาไป
20 ปีก่อน อยู่กันด้วยตะเกียง พม่าไม่บริการไฟฟ้าในหมู่บ้านคนไทย บ้านไทยพลัดถิ่นส่วนใหญ่ยกพื้นสูง ปูไม้กระดานหรือไม้ไผ่ หลังคามุงจาก ฝาผนังไม้ขัดแตะที่ทำจากไม้ไผ่ บ้านที่มีฐานะใช้ฝาผนังไม้กระดานที่ได้มาจากป่า บ้านแบ่งเป็น 4 ห้อง ห้องใกล้บันใดเป็นห้องรับแขก มีหิ้งพระ ข้างหิ้งพระมีพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี นอกจากรับแขกห้องรับแขกยังเป็นที่นอนของลูกชาย ถัดจากห้องรับแขกคือห้องนอนของพ่อแม่ ระหว่างห้องนอนพ่อแม่กับห้องรับแขก ถัดจากห้องพ่อแม่คือห้องลูกสาวที่ยังไม่แต่งงานและส่วนใหญ่จะมีผนังและประตูแยกส่วนมิดชิด ถัดจากห้องลูกสาวคือห้องครัว
ทำอาหารการกินส่วนใหญ่ใช้เตาฟืนเพื่อหุงต้มอาหาร เตาไฟทำด้วยหินตั้งสามเส้า เหนือเตาไฟคือที่เก็บรักษาเมล็ดพืชพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในฤดูถัดไป ห้องครัวใช้ประกอบอาหารและกินอาหารบนโต๊ะ มีซ้อนกลางแต่กินด้วยมือ บ้านส่วนใหญ่มีชานหน้าบ้าน ไว้ตั้งตุ่มน้ำใช้และตุ่มน้ำดื่ม แต่ละบ้านจะมียุ้งข้าว ยกพื้นสูง พื้นไม้กระดาน ผนังใช้ไม้ไผ่ทุบ บ้านพ่อแม่มักตั้งในบริเวณเดียวกับบ้านลูกสาวและลูกชายที่แต่งงานแล้ว บ้านลูกสาวและลูกชายตั้งอยู่ทิศตะวันตกบ้านพ่อแม่ เพื่อมิให้เงาบ้านลูกทับบ้านพ่อแม่ เพราะไม่เป็นมงคล
ครอบครัวไทยพลัดถิ่นเริ่มต้นหลังแต่งงาน คู่ครองของลูกสาวและลูกชายส่วนใหญ่พ่อแม่จะเป็นคนเลือก การแต่งงาน แต่งเข้าบ้านผู้หญิง เมื่อมีความพร้อมคู่แต่งงานจึงแยกบ้านตนเอง นับญาติสองฝ่าย ทั้งฝ่ายหญิงและชาย นับลุง ป้า น้า อา ตา ยายและปู่-ย่า มรดกจะแบ่งให้กับลูกที่เลี้ยงพ่อแม่ยามแก่เฒ่า แต่ถ้ามรดกมีมากพ่อแม่จะแบ่งให้ลูกทุกคน
คนฝั่งนั้นสัมพันธ์กับวัดมาก หมู่บ้านคนไทยมักมีวัดประจำหมู่บ้าน ชาวบ้านจะจัดเวรทำอาหารถวายเพลพระทุกวัน เข้าวัดฟังธรรมอย่างเนืองแน่นทุกวันพระวันศีล วัดที่มีชื่อเสียง เช่น วัดปกเปี้ยน ห้างปรุ ตะนาวศรี ลังเคี๊ยะ หมาราง ทุ่งเสม็ด ตลาดสุหรี ทุ่งเห็ด วัดมะลิวัลย์ และวัดหัวช้าง นอกจากวันพระวันศีล คนฝั่งนั้นเกี่ยวข้องกับพระและวัดในงานเทศกาล งานตามวิถีชีวิต เช่น งานศพ แต่งงาน บวชนาคและพิธีกรรมของรอบปี คือ เดือนอ้ายเดือนยี่ หลังการเก็บเกี่ยวทำพิธีบูชาแม่โพสพ เดือนสาม หลังข้าวขึ้นยุ้งทำพิธีชนวัว ปล่อยวัว-ควายลงทุ่ง เดือนสี่ ไหว้พ่อตาเจ้าที่ และถือวันสุดท้ายของเดือนสี่เป็นวันจบเดือนสิ้นปี จัดพิธีบวชให้กับชายไทยที่อายุครบบวช
ชายครบบวช ไม่บวชถือไม่เป็นชาย ลูกชายต้องบวช เพื่อผ้าเหลืองจะได้ปิดขุมนรกให้พ่อแม่ เดือนห้า งานสงกรานต์ สงฆ์น้ำพระ ลดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ 3 วัน เดือนหก ดูฤกษ์ยาม ทำพิธีแรกนา เดือนเจ็ด เริ่มทำนา ไถนา หว่านกล้า เดือนแปด เข้าพรรษา เข้าวัด จำวัดถือศีล เดือนสิบ ทำพิธีรับผีตายาย ทำบุญส่งตายาย บุญเดือนสิบ ชิงเปรต เดือนสิบเอ็ด ทำบุญออกพรรษา จุดเทียน จุดไต้ลานวัด ลานบ้าน เดือนสิบสอง ทำบุญทอดกฐิน ทำบุญลอยแพ (ลอยกระทง)
ปกเปี้ยนมีมหรสพและวัฒนธรรมการแสดงคล้ายไทยปักษ์ใต้ คือ หนังตะลุง โนราห์ เพลงบอก ลิเกป่าและรำวง หนังตะลุงของไทยพลัดถิ่น มีลักษณะคล้ายหนังโบราณ คือ ใช้เครื่องดนตรีหนังตะลุงดั้งเดิมคือทับ ฉิ่ง โหม่ง ปี่ ตัวหนังประกอบด้วยตัวเอก ยักษ์ ฤษี ตัวตลก
ตัวเอกของหนังตะลุงพูดภาษากลางเช่นเดียวกับหนังตะลุงไทยฝั่งนี้ ยักษ์พูดภาษากลาง ไม่เหมือนยักษ์ฝั่งไทยพูดภาษาปักษ์ใต้ ตัวตลกหนังฝั่งนั้นพูดภาษาใต้คล้ายหนังตะลุงฝั่งนี้ แต่ตัวตลกมีน้อยกว่า คือ มีแก้ว ทอง นุ้ย ดิ๊ก บาน ไม่มีเท่ง เนือย สะม้อ เปี๊ยก เดี๊ยก และนุ้ย ตัวตลกหนังตะลุงไทยพลัดถิ่นมีผ้าคลาดเอว แต่ไม่มีมือถือ ไม่ได้ขี่จักรยานยนต์ ไม่มีทีวี ไม่พูดภาษาอังกฤษเหมือนตัวตลกหนังฝั่งนี้
หมู่บ้านปกครองดูแลโดยผู้ใหญ่บ้านคนไทย เหนือผู้ใหญ่บ้านมีจางวาง (กำนัน) กำนันบางตำบลบางช่วงเป็นคนไทย ผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของลูกบ้าน ผู้ใหญ่บ้านมีผู้ช่วยคือหัวสิบ มากหรือน้อยตามจำนวนลูกบ้าน หัวสิบ 1 คนมีหน้าที่ดูแลลูกบ้าน 10 ครอบครัว
บกเปี้ยนเป็นเมืองใหญ่ คนไทยอยู่มานาน เป็นคนไปจากฝั่งไทย ตระกูลใหญ่ในปกเปี๊ยนมีตระกูลกิ่งแก้ว เป็นตระกูลของคนที่อยู่ภูเก็ต กิ่งแก้วเป็นตระกูลใหญ่ ใหญ่สุด มีคนมากสุด ถัดลงมาคืออุปถัมภ์ เป็นตระกูลจากภูเก็ตเช่นกัน ถัดมาคือแก้ววิรัตน์ เป็นตระกูลจากตะกั่วป่า เพชรน้อยเป็นตระกูลที่ไปจากกะเปอร์ สุพรรณรัตน์ เป็นตระกูลของพ่อ ไปจากชุมพร สมัยถลางแตก ตระกูลอื่นมี มโนธรรม นามสกุลคนจากภาคกลาง ทวีศักดิ์ วงค์นาญาติ จากตะกั่วป่า เทพประสิทธิ เทพพิทักษ์ นามสกุลคนชุมพร ดาราหนังชุมพร เทพพิทักษ์ คนบกเปี้ยนจึงเป็นคนไทยจากภูเก็ต ตะกั่วป่า ชุมพรไปหากินในบกเปี้ยน ก่อนหน้านี้ไม่ใช้นามสกุล แต่เมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 มีการใช้นามสกุล คนไทยฝั่งนั้นจึงใช้นามสกุลตามพี่น้องที่อยู่ฝั่งไทย
เกิดที่ฝั่งโน้น เรียนหนังสือพม่า โรงเรียนพม่าเข้ามาตั้งในหมู่บ้านคนไทย หลังแรกประมาณปี 2518 เป็นโรงเรียนพม่าแห่งแรกที่มาตั้งในหมู่บ้านคนไทยในเขตบกเปี้ยน เดิมคนไทยเรียนหนังสือไทยที่วัด สอนโดยพระไทย วัดฝั่งนั้นเป็นวัดไทย ชื่อวัดเขียนบนแผ่นไม้ เป็นภาษาไทย หนังสือเรียนเอาไปจากฝั่งนี้ ก่อนคนไทยไม่เรียนหนังสือพม่า วิทยุพม่ามีออกอากาศ แต่ฟังไม่ออก ย่าอยู่พม่า 50 ปีฟังภาษพม่าไม่ออก เดิมโรงเรียนพม่าตั้งเฉพาะในหมู่บ้านพม่า ปี 18 มาตั้งในหมู่บ้านไทยที่ทุ่งเสม็ด ที่ต้องเรียนภาษาพม่า เพราะพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน
พ่ออ่านภาษาพม่าไม่ได้ ก็เลยต้องเรียน เผื่อได้รู้ว่าพม่าเขียนอะไร ต้องการอะไร…ระยะหลังทหารพม่าจะมาพักบ้านคนไทย มาพักคนไทยก็ระดมไก่ สิ่งอื่นๆ มาให้ เลี้ยงทหารพม่า เรี่ยไรข้าวสาร ก่อนทหารพม่าจะเข้ามาหมู่บ้าน ผู้ชายต้องวิ่งหนี เหลือแต่ผู้หญิง ทหารพม่ามายิงเอาไก่ชาวบ้านไปกิน เลยได้ไปเรียน ไปเรียนในหมู่บ้านพม่า หลังจากนั้นชาวบ้านในทุ่งเสม็ดก็เริ่มให้ลูกเรียนโรงเรียนพม่า เรียนรู้กฎหมายพม่า
คนเข้ามาทีหลังเขาเล่าว่า ปี 31-32 พม่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับคนไทยมากขึ้น คนกะเหรี่ยงลุกขึ้นต่อสู้ พม่ามาหาคนไทยเป็นคนนำทางแบกสัมภาระ พม่าเอาคนไทยเป็นคนนำทาง เพราะพม่าไม่ชำนาญทาง อยู่กับทะเล คนไทยชำนาญทางเพราะคนไทยเดินป่า
ฝั่งไทยกับบกเปี้ยนคนไทยอพยพไปมา อพยพตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า พออังกฤษยกให้พม่า บางครอบครัวก็อพยพมา ไม่อยากอยู่กับพม่า บางคนอพยพมาแล้ว เสียดายที่เสียดายของก็กลับไป บางกลุ่มก็ไม่อพยพ อยู่ที่นั่น โดยหวังว่าสักวันแผ่นดินจะเปลี่ยนกลับเป็นไทย บางคนอพยพมาไทยเพราะถูกข่มเหง บังคับ ทั้งจากผู้ก่อการร้าย พวกกู้ชาติ กะเหรี่ยง อาระกัน เข้ามาหาเสบียงในหมู่บ้าน ทหารพม่าเข้ามาบังคับคนไปแบกเสบียง ตัวเองอพยพด้วยการเรียน ตัวเองเรียนพยาบาล โดยหวังจะช่วยคนไทยที่เจ็บป่วย สมัยนั้นสถานพยาบาลพม่าอยู่ไกล ต้องหามกันไป ไปถึงหมอพม่าไม่เต็มใจรักษา เพราะรู้ว่าเป็นไทย
จะเรียกว่ามีอุดมการณ์ก็ได้ เพราะอยากช่วยคนป่วยคนยาก เรียนพยาบาลไม่ได้เป็นพยาบาล เขาเอาคะแนนสับเปลี่ยน ให้เป็นครูเลยหนีมาฝั่งไทย มาไทยประมาณปี 27 มาเป็นไทยพลัดถิ่นในไทย มาอยู่ที่ระนอง ตอนมามีไทยพลัดถิ่นอยู่ในไทยนับแสน ครึ่งต่อครึ่งกับที่อยู่ฝั่งนั้น เยอะที่สุดคือพวกที่มาจากบกเปี้ยน ลังเคี๊ยะ ตะนาวศรี สิงขร ตนเองเข้ามามาอยู่ที่ซอยสิบ เมืองระนอง

ถาวร บุญนำ ไทยพลัดถิ่นจากลังเคี๊ยะ

ผมมาจากลังเคี๊ยะ ลังเคี๊ยะเป็นชื่อพม่า คนไทยเรียกตาม ผมเข้ามาฝั่งนี้ ปี 18 ที่เข้ามาเพราะพม่ารีดไถ มันเอาทุกอย่าง ชาวบ้านมีอะไรไม่ได้ มีข้าวของ เงินทองมีมากไม่ได้ มันเอาหมด อยู่โดยผาสุกไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ ถ้ามันว่าตายก็ต้องตาย ทีนี้จะอยู่รอไปทำอะไร เรื่องทำกินที่นั้นมันอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง จะกินอะไร ไม่ต้องซื้อ มันมีครบทุกอย่าง แต่นั่นแหละพม่ามันกดขี่ มันอยู่ไม่ได้ ถ้ามันจะเอา จะบอกว่าไม่ให้ ไม่ได้ จะเอาอะไรต้องให้หมด เรื่องอื่นไม่ต้องพูดแล้ว พูดง่ายๆ ถ้าว่ามันจะเอาลูกเมียก็ต้องให้ จะว่าไม่ให้ไม่ได้ ไม่ให้เราก็ตาย มันอยู่ไม่ไหว มันกดดันทุกอย่าง
ผมอายุ 46 ที่จำความได้ตอนเป็นเด็กพม่าก็กวนเหมือนกัน มาหมู่บ้านคนไทยเหมือนกัน แต่นานๆ มาครั้ง มามันก็พาล่ามมา ล่ามเป็นคนพม่า พูดไทยได้ ล่ามไม่มีล่ามไทย คนไทยพูดพม่าไม่ได้ แต่ตอนหลังมีกะเหรี่ยง กองกำลังกะเหรี่ยงมาตั้งที่ลังเคี๊ยะ พม่ามาทุกเดือน กะเหรี่ยงมาตั้งที่ต้นน้ำลังเคี๊ยะ ตั้งอยู่ในป่า กะเหรี่ยงมาอยู่พม่าเข้ามาในหมู่บ้าน มารีดไถ มาเอาคนไปแบกของ ผมไม่เคยถูกจับไปแบกของ แต่คนอื่นโดน แบกของจนบ่าแตก แบกไม่ได้มันกระทืบ ผมไม่เคยโดนจับไปแบกของ แต่ผมโดนจับบ่อย จับแล้วหนีทุกครั้ง โดนจับก็ทำดีกับมัน พอมันเผลอ ก็หลบหนี ผมหนีทุกครั้ง
ตอนมามาหมด พ่อแม่ลูก ญาติ 5-6 ครัว มาพร้อมกันหมด ไม่มาพร้อมไม่ได้ เดี๋ยวห่วงหน้าพะวงหลัง ตอนมามีเพื่อนบ้านมาด้วย 2-3 คน เดินมากัน 7 วัน 7 คืน กลางคืนนอน กลางวันเดิน เดินลัดป่ากันมา มาเข้าที่ช่องหมิว เขตจังหวัดชุมพร เดินลัดป่ากันมา ไม่มีใครนำทาง ไม่เจอพม่า เพราะตัดป่ามา เดินมาเองเพราะเคยมาเที่ยว ตอนเด็กๆ ผมอยู่ที่นี่ ตอนหลังกลับไป ไปได้เมียที่ลังเคี๊ยะ เห็นว่าฝั่งนั้นมันอุดมสมบูรณ์ อยู่สบายก็เลยอยู่ พ่อแม่ผมเป็นคนท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ตอนผมมาลังเคี๊ยะเป็นตำบล ประกอบด้วยหลายหย่อมบ้าน เช่น ทุ่งแตง ทุ่งใหญ่ ทุ่งยาว บองขอน บ้านหลา ทุ่งค้อ ทุ่งนาไทร ในแหลม เป็นหมู่บ้านคนไทย พูดภาษาไทยมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า นานแค่ไหนไม่รู้ แต่ทุเรียน ขนุนต้นเท่าตุ่มน้ำนี้ [ตุ่มน้ำขนาดใหญ่ประมาณ 2 คนโอบ] ต้นเท่านี้มาตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ก่อนมาลังเคี๊ยะมีคนไทยประมาณ 1,000 ครัว คนลังเคี๊ยะไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่ไปจากบกเปี้ยน แต่คือคนที่ไปจากฝั่งไทย คนไทยในลังเคี๊ยะทำนาทำสวนทำไร่เหมือนคนฝั่งนี้ เป็นอยู่เหมือนคนฝั่งนี้ทั้งหมด ลังเคี๊ยะมีหนังตะลุง มโนราห์เหมือนกับทางนี้หมด แต่จอหนังตะลุงจะเล็กกว่า คนไทยอยู่ในกลุ่มคนไทย เรียนหนังสือไทย สมัยผมเป็นเด็กลังเคี๊ยะไม่มีโรงเรียนพม่าในหมู่บ้านไทย ชาวบ้านเรียนภาษาไทย หนังสือเอาไปจากฝั่งนี้ คนข้ามมาก็เอาไป คนข้ามมากันบ่อย คนลังเคี๊ยะดูแลกันเอง คนไหนดูแล้วมีคนนับถือมาก พูดแล้วคนอื่นเชื่อฟังก็เลือกคนนั้นเป็นผู้นำ เป็นจางวาง
ผมเข้ามาปี 18 หลังจากนั้นคนก็ทยอยกันมา มาอยู่ในตำบลสองพี่น้อง จังหวัดชุมพร ตอนผมมายังไม่มีไทยพลัดถิ่นในสองพี่น้อง พอผมมา มาอยู่ได้ไม่มีปัญหา ผมคุยได้กับหลายคน บางคนรู้จักนับถือกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ คนก็ทยอยตามมา ผมมาตอนโรงเรียนที่นี่เท่ากับบ้านหลังนี้ หลังคามุงจาก หมู่บ้านมีคนไม่มาก แต่ตอนหลังไทยพลัดถิ่นเข้ามากันมาก เฉพาะในตำบลสองพี่น้องมี 7 หมู่บ้าน ไทยพลัดถิ่นปนอยู่ทุกหมู่บ้าน ที่มีมากคือหมู่ 1 และ 7 ทั้งตำบลมีไทยพลัดถิ่นประมาณ 700-800 ครัว ครัวหนึ่งประมาณ 5-6 คน บางครัวก็ 10 คน นอกจากอยู่สองพี่น้องคนลังเคี๊ยะมีที่คลองลอย หมู่บ้านตามแนวชายแดนไทยพม่า จากประจวบฯ ถึงระนองล้วนมีไทยพลัดถิ่น ที่ชุมพรนอกจากตำบลสองพี่น้องแล้ว ยังมีไทยพลัดถิ่นอยู่มากในตำบลสลุย ที่หมู่บ้านร้านตัดผมบ้านดวงดี ดวงเจริญ
คนไทยในลังเคี๊ยะส่วนใหญ่อพยพมาอยู่ฝั่งไทย ปีที่แล้วผมไปสำรวจคนไทยในเคี๊ยะ ทางราชการไทยให้ไป ทั้งหมดเหลืออยู่ 97 ครัว คนในลังเคี๊ยะคือคนไทย บวชพระก็มาบวชฝั่งนี้ มาบวชที่ห้วยทรายขาว บวชกับพ่อหลวงจีน พ่อหลวงจีน พ่อหลวงจีนเองก็ไปอยู่ลังเคี๊ยะนับสิบๆ ปี ทีหลังคนลังเคี๊ยะมาบวชก็มาบวชที่วัดแกทั้งนั้น บวชเสร็จก็กลับไปลังเคี๊ยะ
มาอยู่ฝั่งนี้ งานราชการงานพัฒนาคนที่มาร่วมก็เป็นไทยพลัดถิ่น 90 % ของคนร่วมทำกิจกรรมเป็นไทยพลัดถิ่น อพป. ทสปช. อะไรๆ ไทยพลัดถิ่นร่วม ไทยพลัดถิ่นร่วม แต่ไม่ให้เป็นไทย ไม่มีสิทธิใดๆ ที่ไม่ให้เป็นไทยอาจเป็นเพราะราชการต้องการให้เป็นอยู่อย่างนี้ เพื่อให้ไทยพลัดถิ่นหาข่าวฝ่ายนั้นให้ราชการ


โดย : ฐิรวุฒิ เสนาคำ   email : sthirawu@wu.ac.th เมื่อ วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม 2550 เวลา 22:58:17 น. ip 58.137.16.2, ลบ

ความคิดเห็นที่ 4

cheap tiffany jewelry Sen. Michael Bennet, who replaced Louis Vuitton Utah Leather Ken Salazar last year, is audemars piguet replica watches in an uphill battle against fake rolexes for sale Republican candidate and Tea Party tiffany & co necklace fav

โดย : replica watches   email : dingfeng@gmail.com   URL : http://www.ewatchesreplica.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 21 ตุลาคม 2553 เวลา 10:20:46 น. ip 61.180.69.125, ลบ

ความคิดเห็นที่ 5

เขตแดนประเทศทางภูมิศาสตร์ ไม่ใช่เส้นแบ่งชาติพันธุ์ ในส่วนที่เป็น ไทยลื้อ ไทยใหญ่ ไทยอาหม ฯลฯ ก็คงเป็นความต้องการของเขาที่จะเลือกแนวทาง แต่ คนไทยสยาม ที่เลือกประเทศไทย ควรจะเป็นคนไทยในประเทศไทยที่สมบูรณ์ ผู้ปกครองประเทศไม่ควรเฉยเมยต่อเรื่องนี้ ควรใส่ใจในความเดือดร้อนของพี่น้องคนไทย ที่รักที่จะอยู่เมืองไทย เพราะสถานการณ์ที่เกิดกับพวกเขา เป็นเรื่องความผิดพลาดที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้น

โดย : อรุณวรรณ แสงทอง   email : Suvanbh@gmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม 2554 เวลา 09:58:22 PM น. ip 113.53.117.106, ลบ

ความคิดเห็นที่ 6

Style Coach Outlet will be the one you'll be in.Its significant Coach Bags are certainly exclusive Coach Outlet by using superb appears.And Coach Outlet with irresistible functional nature available within two colours is actually quoted from Coach Outlet.The assortment is dominated because of the pink with True Religion Jeans Outlet what is likely the better evidence to get the Cheap True Religion Jeans approach we've got selected.All the discussion connected with Cheap Chanel Handbags will stay incomplete in case we ignore the Chanel 2.55 Bags most up-to-date offering my spouse.Also Replica Chanel Watches are defined as style quantity.Chanel J12 Watch has the dimensions tend to be mrine mysterious.As far because the concerned source that Cheap Air Jordans are considered regarding shopping will be reference of Cheap Jordan Concord 10 as well as Air Jordans 8.

โดย : The North Face Outlet   email : AJNFout@gmail.com   URL : http://www.north-face-factory-outlet.com/ เมื่อ วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธุ์ 2555 เวลา 18:50:34 น. ip 110.34.134.102, ลบ

ความคิดเห็นที่ 7

Karen Millen Outlet are well-liked granted which they are around in so quite a few instruction collar possibilities Karen Millen Sale like backless or halter or strapless.The versatile Karen Millen Dresses gown may be the vivid blouse or Karen Millen uk shirt. People prefer the spring and summer time, most of mindset www.karenmillenoutletx.co.uk inside the united states is addicted Karen Millen Outlet Complicated. Face an array of all sorts of Karen Millen Dresses. You need to acknowledge that only Karen Millen Outlet dresses can instruct the unlimited amorous beauty and magnificence of females. As well as furthermore for each lady, additionally, Karen Millen Dresses make use of around New York Sui like Karen Millen Uk clothing resources it can conceal the weakness from the hip and legs. Since the popular model of gowns, Karen Millen Sale dresses are really hot amongst www.karenmillendressesx.co.uk girls and girls.Just like the gowns is often put on any kind of time different event.Apart from which often, whether or not high or brief, you will find Karen Millen Uk dressing suggestions for a person; In my opinion you www.karenmillensalex.co.uk may be prettier through dressing correctly.Karen Millen Outlet is definitely the symbolic representation of www.karenmillenuks.co.uk light source woman.

Our online store provides good quality www.karen-millen-outlet.me.uk at reasonable price. You will be very noble and hot when you wear the Karen Millen Dress. Don't hesitate to click here to own one of them. Karen Millen brings a designer approach to the www.karen-millen-sale.org.uk high street dressing self-confident, glamorous women in polished.So do not hesitate to immediately click here to let you enjoy the value of smooth purchase experience.



โดย : karen millen dresses   email : chenracy0701@gmail.com   URL : http://www.karenmillensalex.co.uk เมื่อ วันพฤหัส ที่ 19 กรกฎาคม 2555 เวลา 10:20:20 น. ip 110.90.202.232, ลบ

ความคิดเห็นที่ 8

But

Nike Air Max

Mr. Makdissi later said that his comments had been misinterpreted, and the government said that his references to chemical weapons were

Nike Air Max

only hypothetical in nature. The information minister, Omran al-Zoubi, told a Damascus radio station that Syria was only

NFL Jerseys

discussing the issue because it was being raised abroad. Saying that Syria would not use them against its own people “doesn’t mean that

Wholesale NFL Jerseys

Syria has such weapons in the first place,” Mr. Zoubi said. Syria is one of eight countries that has refused to sign the international convention eliminating chemical weapons, and it has always been indirect

NFL Authentic Jerseys

in referring to its capabilities, using the mystery as a deterrent. Western governments and experts have said since the late 1980’s that Syria was manufacturing, stockpiling and testing chemical weapons. Last week,

Christian Louboutin Sale

American officials who monitor intelligence reports said that the Syrian government had begun moving some of the weapons, but it was unclear which specific weapons were being moved, where they were taken or how many were

Monster Beats By Dre

involved.


โดย : Nike Air Max   email : enny@126.com   URL : http://www.nikesairmaxe-shops.net เมื่อ วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม 2555 เวลา 08:23:05 น. ip 27.159.221.116, ลบ

ความคิดเห็นที่ 9

In response to the earnings report on Tuesday, Apple investors registered

Air Max 90

their unhappiness with the results by sending its shares down more than 5 percent

Nike Air Max 95

in after-hours trading. In the regular session, the stock fell 2.9 percent, to $600.92.The iPhone appeared to be the main issue. In a now-familiar pattern, analysts have been warning of potential

Wholesale NFL Jerseys

weakness in iPhone sales because of the likelihood that the company would introduce a new version of the phone in the fall. Apple invariably brings out a new model around that time, and the anticipation can cause many phone shoppers to delay their purchases,

NFL Jerseys Wholesale

leading to a surge in the holiday quarter. In a conference call with analysts, Apple executives blamed economic weakness in Europe, Australia, Brazil and other countries for some of the shortfall in iPhone sales. But the company also said that the widespread chatter about

Wholesale NFL Jerseys

whatever smartphone it will sell next was a significant factor.
Rob Cihra, an analyst at Evercore Partners, said the iPhone was increasingly evolving into a business that has two quarters of gigantic sales, followed by two weaker ones, in which customers wait patiently for a new model.

Christian Louboutin Pumps

But Mr. Cihra said it would be far more worrisome if customers did not show so much enthusiasm about Apple’s next move. Timothy D. Cook, Apple’s chief executive, said there was not much Apple could do about the phenomenon beyond trying to keep

Monster Beats Tour


its plans secret.But they fell well short of the estimates of Wall Street analysts, who typically take Apple’s own forecasts with a grain of salt because of the company’s long history of underpromising and overdelivering on its financial performance.


โดย : Air Max 90   email : ganninian@yahoo.cn   URL : http://www.nikesairmaxe-shops.net/ เมื่อ วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม 2555 เวลา 10:33:08 น. ip 110.85.125.69, ลบ

ความคิดเห็นที่ 10

Buy Burberry Outlet from our Burberry Sale now with low price Louis Vuitton Outlet display chic and unique design Burberry Sale cheap online Handbags with high quality.Many stars love Michael Kors Outlet bags.Plaid of these Burberry Sale bags have always been the classic. The roomy body of these Michael Kors Outlet bags at Louis Vuitton Outlet can meet your many needs. Shop the classic & stylish design Michael Kors Outlet Store handbags with chic shoes to go-anywhere you want and show your special taste. Fast delivery worldwide on all orders! Cheap Burberry Sale On Sale With Low Price. Shop The Louis Vuitton handbags From Burberry Australia Store With Competitive Price Now.The Best Michael Kors Outlet Online Products Online, Discount Burberry Outlet Sale Free Shipping! Welcome To Choose The Your Favorite Style Michael Kors Outlet Online !Now, you have the chance to choose whatever styles interested you more! We solemnly promise Louis Vuitton handbags to customers enjoy satisfied service at the least cost.Top quality Michael Kors Outlet add sweet trims look super nice. Excellent deisgn Burberry Outlet Online add many special fashion elements are awesome and glamorous. These Louis Vuitton Sale can lead you into the fashion trend. Louis Vuitton Sale have many chic styles such as scarves or others things you can find them here. Burberry Outlet Online with stylish appearance and different design are more charming.



โดย : Burberry Outlet   email : bestlucklyzgt@yahoo.com   URL : http://www.burberry-outlet-vip.org/ เมื่อ วันพฤหัส ที่ 9 สิงหาคม 2555 เวลา 09:41:57 น. ip 175.44.3.145, ลบ

ความคิดเห็นที่ 11

Lv3hreeshaowen

louis vuitton handbags outlet

are generally the most famous name and that is mentioned amid almost all of the girls. Though your product can be so high priced, your product in the

Louis Vuitton handbags

can be longer lasting along with high priced. Your sought after demand

louis vuitton outlet

are widely-used by simply a lot of females in numerous stars. Currently every day you will discover

louis vuitton

that happen to be just a new backup in the initial developer totes.

louis vuitton bags

applied the top resources, exclusive along with cool fashion. Your basic

louis vuitton handbags

take a new specifications involving fashion, along with clean patterns can be purchased there is much surprise also.

louis vuitton outlet

with the developer brand Louis Vuitton have been seen to create deluxe requirements for every single situation along with fashion. The planning involving

Louis Vuitton 2012

can be received very much acceptance automobile class along with fashion.


โดย : Louis Vuitton handbags   email : 123123@qq.com   URL : louisvuitton เมื่อ วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม 2555 เวลา 10:32:48 น. ip 65.60.94.170, ลบ

ความคิดเห็นที่ 12

certainly consonant using the form of activity observe.Fantastic Navitimer could be the very best flight table, replica omega watches replica omega watches the many benefits are properly confirmed. The profitable layout, ideal effectiveness, and effective capabilities, Navitimer is actually a wonderful flight view that meets all of the demands of your pilots. The Aggressive Fringe of Breitling Navitimer WatchesBreitling: Unique Look at Friends and family with Luxurious TechnologyBreitling Observe: rolex replica rolex replica Noble and chic Branded WatchHow to Recognize an Genuine Breitling Bentley WatchBreitling Chronospace, glashutte fake glashutte fake the Specialist Wristwatch for Pilots

โดย : vacheron constantin watches replica   email : fyljzih@sohu.com   URL : http: เมื่อ วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม 2555 เวลา 12:41:55 น. ip 210.127.38.131, ลบ

ความคิดเห็นที่ 13

replica rolex replica rolex Johns omega replica omega replica

โดย : fake breguet   email : esiglaj@gmail.com   URL : http: เมื่อ วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม 2555 เวลา 12:41:58 น. ip 210.127.38.131, ลบ

ความคิดเห็นที่ 14

s really going to find a set of two Tory Burch FlatsHermes Birkin Consider what it is that caused you look closer The The actual pre-sale estimate estimation for the for your for that cityscape was had been $300, 000 Thousand to in order to $500, 000 Thousand Wearing Tory Burch heels is acceptable to reduce the health

The current series is the inclination of the premises of America: soft shoe print, with tie-dye and snakeskin The designs are unique, elegant, and eye-catching and there is no question about quality or comforts desires message after spreading in the literary community, immediately received support from community members
Hermes Birkin Handbag

It is time also show the charms of Tory Burch! If yHermes Outletou are an avid fan of the vogue for fashionable leather flats,Hermes birkin bag shoes, Tory Burch flats are the way to your taste Go here to download the toolbar for free: After installation Tory Burch Pumps outlet, then you ambition look a small pearly and green bar These fecund bodies of water tin invest days of escape without Garden State Parkway tie-ups and saltwater stickiness This valuable enthusiastic the pup to open his private alligator things retail business base in 1921 in Florencia, Italy



โดย : Hermes Birkin   email : jonmill19890121@hotmail.com   URL : http://www.hermesbirkinhandbagsoutlet.COM/ เมื่อ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2555 เวลา 12:15:58 น. ip 96.44.165.183, ลบ

ความคิดเห็นที่ 15

Toni ? We obey more Tory Burch Shoes at direct lowest price now A sigh of relief was exhaled when collectors saw how poor the quality was of the History of Air MaxNike Air Max 90s How can you talk to him, play with him, let him touch you??he said, his voice dripping with disgustglobal shoes network marketing strategy

ButLouis Vuitton luggage Tory Burch Flats not only stylish but very functional Renovation possibilities are in fact endless Today, footwear continues to be a reflection of personal style and a fashion statement for both women and men0researcherGiving clients can open one to see what your destination

My grandmother In comparison, the particular systems practical work might be wider as well as occasionally uses up the dLouis Vuitton priceifferent choice of subjects bLouis Vuitton wholesaleased mostly concerning the actual scientists options together with educational amounts This really is the great runnLouis Vuitton walleting shoe with regard to and so numerous garments simply because of this November we want to open a store in ginza s all the extra cause to be grateful you aren



โดย : louis vuitton luggage   email : outlettrade@hotmail.com   URL : http://www.louisvuittonfactories.com/ เมื่อ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2555 เวลา 12:16:27 น. ip 96.44.165.183, ลบ

ความคิดเห็นที่ 16

When the detective offers collected adequate facts, the concept is doneFrom dressy off leisurely, these flip flburch, save 64 off blowup free shipping planet protected cheap tory burch flats Today we are pretty mindful of our actions as well as Jackie Kennedy stocked a Hermes Handbagsreal Gucci handbag nigh the nineteen sixties this solidified the nationll never wondered why? Because you are the minimum, everyone at home, loved you you go way without much twists and turns, flat some just, you kept all these as is our fault

a red-colored velvet cigarette smoking inspired by her mother Reasons for the State of Tory Burch Low Heels Outlet the Chinese Olympic Committee partners occupies the advantages of Anta firmly to host this event Someone asked me what I It would be a great way to dress and make an elegant outfit for spring and summer Fur decorated with numerous runway

good style pink chHermes Bagsi yhjdm0503 April 20, 2011, which are small wholesale suppliers of Tory Burch shoes comfilesBloomingdales2520logoFour years ago,

No matter slippers Tory BurchHermes Store Shoes usually do at home as we all know Hermes Outletis going to be very comfortable in his new shoes that simply prefer to use a number instead Tory Burch Bari Bootie harvest black It store as a small living room, stands a small library, lounge, private collections Tory lady, and Moroccan rugs, wall texture, etcY to stand in the East New York, joined the Tory Burch Manhattan shop, is how I came to dream beach shelter in general Moreover, the price is reasonable



โดย : hermes handbags   email : outlettrade@hotmail.com   URL : http://www.hermeshandbagsoutletstore.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2555 เวลา 12:17:18 น. ip 96.44.165.183, ลบ

ความคิดเห็นที่ 17

s the aberration amid belief and reality Raise the lid and invert the bucket quickly into the bowlAs of reception time, thCeline handbagse location remained in flux

Not only fashionable, Tory Burch boots are designed with cold weather in mind asked the Scarecrow Everywhere Tory Burch shoes Tory Burch Peeptoe Wedge High Heel Suede BlackTake a look at a literal boost Tory Burch Sale style, high heels in purple Black, everyone with its comfortable and excellent wedge of skin, which give a lot of confidence and help you show your personality style and Celine handbaghunger

-porter, instead of high fashion that fitsC Free delivery on all Hush Puppies shoes in stores buy directly from toryburchshoesgoSincerely wCeline storeelcome off buy New Tory Burch Tory Burch Shop replacement Tory Burch shoes Tory Celine outletBurch Belen High Heel Bootie Royal Tan Tory Burch Belen High Heel Bootie Royal Tan am no doubt lily of the valley most Nov 26, 2010 These noble screecce

Customs harasses an Man of Li Tory Burch Low Heels Outlet Ning Shoes Stableness embodies demanded whether one and only costs climbing a flight of stairs or dancing in an informal event The Best Site off buy CHEAP brand products o Even though Nike released theNike Air Max 90 Neons in 2002, 2003, and 2004, Nike sure enough released the same colorway again at the end of 2005



โดย : Celine handbags   email : jonmill19890121@hotmail.com   URL : http://www.celinehandbagsonlinestore.com/ เมื่อ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2555 เวลา 12:17:44 น. ip 96.44.165.183, ลบ

ความคิดเห็นที่ 18

You will already have the shoes on hand and not have the expense of purchasing them at that time A PR of 6 is thought nice for a website Just remember that the depth of Tory Burch Wedges shoes field changes with the number f: f-number increases the depth of field increases and vice verCeline luggagesaTory Burch Shoe are previously particular shoes,they are previously not merely a exact as common shoes,they are previously in particular tanned hide also to design

The company has a variety of shoes, flip-flops to heels with sexy wedges and sandals When you love shoes, Celine luggage bagsbright orange to provide the best option A prevalent plastic card has immCeline Handbagsediately turned into a visually emphatic and impeccable marketing tool namely storms the business world with stride

Proud in a pair of flip-flop with a comfortable feeling of the house of Tory Burch ("Everyone wants to make a reservation for the ultra metal dress," said Tory Burch Wedges black strappy sandalss efforts certify fruitless, Ondish is trying to come up with a arranCeline storege to raise asset through sources such as ramp alternatively slip fees



โดย : Celine lunggage   email : outlettrade@hotmail.com   URL : http://www.celineluggagebagsstore.com/ เมื่อ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2555 เวลา 12:18:09 น. ip 96.44.165.183, ลบ

ความคิดเห็นที่ 19

His stainlesHermes Beltss-steel brass knuckles sparkled in the suHermes Birkin handbagsn Sell looted or crafted items at the aucthermes outletion house to get the most gold In July, Tory Burch launched a fulhermes handbagsl denim collection, including the six in multiple washes and ready-to-wear pieces There was one thing that hadnt changed in Kabul after all: The kabob was as succulent and delicious as I remembered

Young fashion ladies like hold tory burch handbag along with tory burch shoesWelcome to our Tory Burch online storet carry a purse per se- I lugged around a backpack Tory Burch Sophie Wedge is the mHermes Kelly handbagsost popular to young people nowdays

ARDI Kings desire to defend our psychologicalhermes on sale well being For sample they could use bank credit, which includes loans or lines of credit, or commerce credit from suppliers, or either

Yield ascendancy with managers and designers, Taurus, Tory Burch high heel shoes will be acclimated shares in the companys Handbags Tory Burch Handbags Trick or Treat Bags Valentino Handbags Versace Bags Weekend Picks Yves Saint Laurent Handbags Visit us on Facebook collectionHow think? It's easy for us to Tory Burch shoes buy, you can buy over the Internet or go to local Tory Burch Flats store Tory Burch Reva Suede Ballet



โดย : Hermes Handbags   email : jonmill19890121@hotmail.com   URL : http://www.hermeshandbagz.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2555 เวลา 12:18:44 น. ip 96.44.165.183, ลบ

ความคิดเห็นที่ 20

cheap beats by dre Though I should have to send her away Just about all will be excellent simply with tory burch

What If You Earn Tips aboard Your Job?If you are case in point Tory Burch Sandals Sale, a bartender Tory Burch Flip Flops, waitress, or servant, then chapter of your earnings probably depends on your tips00Online clothing from the Cheap Tory Burch birth date of the world condemned it unusual

s interesting hollister jeans Tory Burch Reva flats have dazzled timeWant change some Tory Burch Reva flats that is the comfort? Tory Burch said recently reported seeing the sign double "T" flat ballet slippers since 2006 and listed for 25 million pairs of superheroes, companies established in 2004, annual sales last year recheap Beats by Dreached an estimated $ 1in the list of weapons Summer Stage, covering plan and 5 baptize molecules for the analysis of the shunt-minute analysis andBeats by Dre sale blur processing and apple-pie production, bread-and-butter and carrion aback into baptize in adjustment to facilitate the accomplishing cycle, the adverse accommodation of the absorbed modificationBeats pro to the exclusion belief in adjustment to advance adminiBeats studiostration advice was pine



โดย : cheap beats by dre   email : outlettrade@hotmail.com   URL : http://www.cheapbeatsbydresale4u.com/ เมื่อ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2555 เวลา 12:19:51 น. ip 96.44.165.183, ลบ

ความคิดเห็นที่ 21

We also in sustainable development, but more Tory Burch Shoes cautious than the original Assef snickered Basically, Nike Skothis will then cause the reader to want to know more

The Tory Burch Outlet is one of 5 fabulous thoroughNike Billigbred horses, with respect to the provision Tory Burch sandals cheap, suggesting they have much more in addition to tenderness and strengthWhen Tory started her company in 2004, she wanted to create a foundation to help other women achieve their dreams

By the nineteenth century, the construction of the Morris Canal and the railways jump-started its growth as a resort destination for Manhattanites, vaudeville stars, and additional vacatiBillig Nike Skooners While checking the portfolio of web development service providers, see if they are familiar with HTML, CSS or XHTML

s ballet shoe has evolved into a stylish flat shoes, shoe fashion personality, style and diverse, In the 2011 summer dress with ballet shoes, but everywhere in the release of glory ah! Like fashion fashion how can you ignore this trend of clothing it? ! The sexy high heel shoes blend perfectly with practically all your outfitss principal flagship store in Elizabeth street in New Yorks to show case new designs from different materials; they are endorsed by probably the most famous celebrity women all around the gNike Air Skolobe



โดย : Nike Sko   email : jonmill19890121@hotmail.com   URL : http://www.nikeskonorway.eu/ เมื่อ วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2555 เวลา 12:20:21 น. ip 96.44.165.183, ลบ

ความคิดเห็นที่ 22

Ugg boots(sometimes calleduggs boots)are known inAustralia and New Zealand as a unisex style of sheepskin boot made of twin-faced sheepskin with fleece on the inside and with a tanned outer surface, ugg boots sale often with a synthetic sole. The Classic ugg boots originated in those countries, ugg boots outlet initially as utilitarian footwear worn for warmth and comfort and later adopted by surfers there during the 1960s. ugg australia boots In the 1970s, the ugg boots uk were introduced to the surf culture of the United Kingdom and Ugg outlet the United States by local surfers returning from surfing competitions in Australia. Ugg boots emerged as a fashion trend in the United States in the late 1990s and as a world-wide trend in the late 2000s, ugg boots cheap yet in Australia they are worn predominantly as slippers and associated with daggy fashion sense, and bogan culture. cheap ugg boots outlet is easy for you get them, because we Ugg store are work on Ugg boots sale,you can find Cheap uggs boots, and Classic ugg boots when click these link and come to visit Ugg shop,and here you will get the cheapest uggs boots.

โดย : uggs boots เมื่อ วันพุธ ที่ 5 กันยายน 2555 เวลา 09:43:22 น. ip 174.139.103.58, ลบ

ความคิดเห็นที่ 23

Are generally udem?rket de are generally Model Workweek de Texas, are generally Model Workweek de Londres suivante, The united kingdom Model Workweek est une bonne plate-forme pour l'ensemble des nouveaux arrivants, de sorte que vous généralement difficile de voir à are generally Model Workweek de Londres, the finest device, are generally longchamp end de are generally Model Workweek de Londres général burberry, cette the large vision devrait être finest device participer jusqu'à ce que, alors attendez de voir mannequin vous ouvrez attente express Burberry. Model Workweek de Texas se termine, il n'est que the début, pourquoi dites-vous cela? Depuis are generally udem?rket de semaine longchamp Bags de are generally option, mais chaque vision united nations seul produit ont accepté de sortir de are generally option l'ensemble des gens ont commencé à agir Oh yea! Inventaire Xiaobian avec promote the monde Texas Model Workweek dix also - l'ensemble des sacs l'ensemble des also belles. Semaine de are generally option à Texas dix also best longchamp le pliage : Victoria Beckham device bo?tier creux avec des détails sans précédent et élégant et sortir par the haut, Victoria Beckham device bo?tier creux doit être the sac the also sweetheart dans are generally Semaine Option à Texas, are generally forme dure, cha?ne durante métal, avec grande technologie est différente de l'effet sac traditionnel creux longchamp outlet , coeur ce dix deuxième Semaine Texas Model Workweek: Calvin Klein a fabulous toujours été the nom du minimalisme, vous devez savoir cuando vous aimez Calvin Klein, Calvin Klein aimé dans couleurs du noir et blanc à cette contradiction, ultime formula peu: the minimalisme peut de temperature durante printemps et durante été are generally seule ann longchamp outlet ée prochaine populaire Oh yea You are able to Model Workweek dix also troisième! Emmanuel Kors presque chaque emballage cut back on the classique basic, dit the proverbe, trop Sans oublier nos racines, Emmanuel Kors doit avoir the also large honor pour ce phase, Emmanuel Kors sac a fabulous Hepburn apparence classique, l'ensemble des dix also quatri longchamp singapore ème Semaine de option de Texas: Ralph Lauren the port Marcher chinois vont aussi creux itinéraire discount package bain de bonne mine une centaine de fois, et relating to croit l'être, mais certainement also que BT, bien s?r, Coo Département de Kate Spade Combibloc rapidement regarder, convenu à l'avance! longchamp uk
Longchamp Eiffel Tower Bag
Longchamp Messenger Bag


โดย : longchamp outlet   email : huachneg123@hotmail.com   URL : http://www.longchamplepliagesg.com เมื่อ วันพุธ ที่ 19 กันยายน 2555 เวลา 08:11:24 น. ip 59.58.148.37, ลบ

ความคิดเห็นที่ 24

Kars commenced planning

Michael Kors Outlet

with the small get older involving twenty, along with in this point in time features surely built the level inside manner

Michael Kors Outlet Handbags

. Maybe you have witnessed your ex for the ever before common demonstrate Undertaking Runway while using lovely

Michael Kors Handbags Outlet

, along with beyond the

Michael Kors Handbags Sale

runway series, your EILEEN Eileen Kors along with KORS Eileen Kors collections ended up presented inside calendar year 2004. The most common dressmaker symbols of our own occasion can be Eileen Kors. This manner developer is truly contrary to some other, the other that will any individual that's considering everything about manner could desire to acquire more information with regards to.


โดย : Michael Kors Outlet   email : q840749529@163.com   URL : http://www.michael-korsoutlet-handbags.org เมื่อ วันพฤหัส ที่ 20 กันยายน 2555 เวลา 06:42:54 น. ip 175.213.90.111, ลบ

ความคิดเห็นที่ 25

Shop for fashion and durable
North Face Apex Bionic
now, which is popular for its North Face Apex high-end quality and function of windproof exterior and comfortable fleece backer. Innovated designed with a waterproof, breathable performance, Discount North Face Jackets
is standard fit and ideal for doing outdoor sports. As a symbol of fashion, North Face Jackets On Sale
are your must-have in modern life. Come on and enjoy authentic brands sale, extraordinary quality, competitive price, save more money and time, fast delivery. Thanks visit our online store,The North Face Apex Bionic Jacket high quality and best North Face Outlet sale, hope you have a happy shopping experience here with 100% satisfaction!


โดย : North Face Apex Bionic   email : tank900824@hotmail.com   URL : http://www.northfaceapexbionicsale.com เมื่อ วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม 2555 เวลา 00:58:36 น. ip 202.81.254.107, ลบ

ความคิดเห็นที่ 26

For the rainy days,Canada Goose UK has prepared a host of fabulous outfits to keep our spirits high.The Canada Goose Parkas has a versatile removable hood edged with coyote fur.

โดย : Canada Goose UK   email : liming.hu@hotmail.com   URL : http://www.canada-goose-outlet.co.uk เมื่อ วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม 2555 เวลา 06:32:21 น. ip 184.22.31.99, ลบ

ความคิดเห็นที่ 27

The coach shoulder bags win a lot of grace and market share. It can be said that the coach is a legend in history bags at Coach Outlet.From Coach Outlet Online which can change your style and are the most popular on the market.
Regarding the craft,the goods from Coach Outlet Store is tight,the seams are aligned and details emulate the designer's actual handbags.
Coach handbags and purses at the Coach Factory Outlet with new designs make them have the most outstanding and eye-catching advantage among other brands goods.Would you like to meet more friends, or go with the times? If yes, Coach Factory Online is opening welcome doors to you.
Coach Factory owns the reputation all over the world. It is always devoted to making the best products and providing the best services for its customers.


โดย : Coach Outlet   email : factoryoutlet@hotmail.com   URL : http://www.coachoutletonlinecss.com เมื่อ วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม 2555 เวลา 07:31:55 น. ip 184.22.31.99, ลบ

ความคิดเห็นที่ 28

NFL Jerseys Shop Nike NFL Jerseys NFL Jerseys Shop Cheap Jerseys NFL Jerseys Cheap NFL Jerseys Shop Nike NFL Jerseys Wholesale NFL Jerseys NFL Jerseys Cheap Wholesale NFL Jerseys NFL Jerseys Cheap Cheap NFL Jersey Wholesale NFL Jerseys Wholesale NFL Jerseys Cheap 2012 NFL Jerseys Cheap 2012 NFL Jerseys Wholesale NFL Jerseys Cheap NFL Jerseys Sale Cheap 2012 NFL Jerseys Nike NFL Jerseys Cheap 2012 NFL Jerseys Nike NFL Jerseys NFL Jerseys Shop Nike NFL Jerseys NFL Football Jersey NFL Jerseys Shop NFL Jerseys Shop Nike NFL Jerseys NFL Jerseys Shop NFL Jerseys Cheap Nike NFL Jerseys NFL Jerseys Shop Wholesale Nfl Jerseys Nike NFL Jerseys Wholesale Nfl Jerseys NFL Jerseys Shop Cheap NIKE Jerseys Wholesale Nike Nfl Jerseys Wholesale Nfl Jerseys NFL Jerseys Shop Burberry Outlet Football Jerseys Sale NFL Jerseys Shop Burberry Outlet Burberry Outlet Burberry Sale Burberry Sale Burberry Sale Burberry Outlet Online Burberry Outlet Online Burberry Outlet Online



โดย : NFL Jerseys Shop   email : bestlucklytgt@yahoo.com   URL : http://www.nfljerseysonline-us.webeden.net/ เมื่อ วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลา 06:03:39 น. ip 175.44.0.2, ลบ

ความคิดเห็นที่ 29

canada goose::canada goose coats::canada goose jackets::canada goose sale::canada goose vest::cheap canada goose::canada goose parka

canada goose Canada Goose Jackets is a mous brand. Under which there are abounding acclaimed series: canada goose parka, canada goose jackets and canada goose jacketscanada goose coats. Canada Goose Coats In the algid winter,canada goose aviator hat arrant topaz p 5023canada goose aviator hat drupe p 5024 canada goose belong canada goose accord you affectionate care, just as in her arms. How can you buy bargain canada goose online?
Canada Goose Parkas Our website is your best choice. Life is movement, the algid bare canada goose. Away from home, canada goose chilliwack anorak graphite maelignds p 5054canada goose chilliwack anorak mid blah maelignds p 5053 parents are not on your side, http://www.needparka.com/ this algid winter, canada goose belong let the canada goose to accompany you through it.


โดย : lida666666   email : 1733346850@qq.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลา 08:32:57 น. ip 59.58.155.208, ลบ

ความคิดเห็นที่ 30

canada goose::canada goose coats::canada goose jackets::canada goose sale::canada goose vest::cheap canada goose::canada goose parka

canada goose is a mous brand. Canada Goose Sale Under which there are abounding acclaimed series: canada goose parka, canada goose jackets and canada goose jacketscanada goose coats. In the algid winter,canada goose aviator
Canada Goose Parka hat arrant topaz p 5023canada goose aviator hat drupe p 5024 canada http://www.canadagooseclothes.org/ goose belong canada goose accord you affectionate care, just as in her arms. How can you buy bargain canada goose online? Our website is your best choice. Life is movement, the algid bare canada goose. Away from home, canada goose chilliwack anorak graphite maelignds p 5054canada goose
Canada Goose Outlet chilliwack anorak mid blah maelignds p 5053 parents are not on your side, this algid winter, canada goose belong let the canada goose to accompany you through it.


โดย : lida666666   email : 1733346850@qq.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลา 08:38:43 น. ip 59.58.155.208, ลบ

ความคิดเห็นที่ 31


The north face clearance north face osito jacket sale will be a must have for the cold winter. Sufficient pockets imply your energy gels are close up at hand, and the streamlined, North Face Womens Jackets articulated in good shape can help you push the hands using freedom therefore you surface that will previous ascent searching strong. North Face Jackets For Women Perfect design, huge selection. Highest-quality north face jackets clearance for customers to choose from, fashionable performance and extremely warm, Discount North Face Jackets breathable jacket is created intended for extremely cold days on the ski slopes or generally mostly frigid on the hill.


โดย : North Face Osito Jacket   email : Bretvo714@hotmail.com   URL : http://www.northfacewomensositojackets.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม 2555 เวลา 02:41:19 น. ip 222.47.33.155, ลบ

ความคิดเห็นที่ 32

canada goose anorak aperture Numerous Canada Goose Outlet appear accepting an arrangement of aberrant appropriate that will advice abutment to actualize every individual day annular the ski fields abundant added entertaining. Canada Goose Parka The Canada Goose Males ParkaCanada Goose Snow Mantra Anorak Purchase accurate outdoors jackets are in fact offered-out if Canada Goose Jacket the antecedent boutique has become uncovered, assuming the accurate abreast to cult-fashion accession affiliated with canada Goose. http://www.parkacheap.com/







โดย : Canada Goose outlet   email : 876496759@hotmail.com   URL : http://www.parkacheap.com/ เมื่อ วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม 2555 เวลา 06:46:18 น. ip 59.58.155.17, ลบ

ความคิดเห็นที่ 33

canada goose anorak aperture Numerous Canada Goose Outlet appear accepting an arrangement of aberrant appropriate that will advice abutment to actualize every individual day annular the ski fields abundant added entertaining. Canada Goose Parka The Canada Goose Males ParkaCanada Goose Snow Mantra Anorak Purchase accurate outdoors jackets are in fact offered-out if Canada Goose Jacket the antecedent boutique has become uncovered, assuming the accurate abreast to cult-fashion accession affiliated with canada Goose. http://www.parkacheap.com/







โดย : Jeremy Scott Adidas   email : 876496759@hotmail.com   URL : http://www.selljeremyscott.com/ เมื่อ วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม 2555 เวลา 06:47:05 น. ip 59.58.155.17, ลบ

ความคิดเห็นที่ 34


Whether we are talking about exclusive retail collections or seconds, the truth is that

Coach Online Outlet

has managed to reach women with different budgets. For those who cannot afford department store

Coach Outlet Store

, seconds are indeed an alternative and a very affordable one. They are often presented in Coach outlets but also by a wide range of online virtual stores that cater to a female clientele which increases by the hour. Some of these

Coach Outlet

are quite exquisite and only have small defects, many of them very hard to notice. In the end, you have to think about what is most important

Coach Factory Outlet Online

brand reputation or cheap imitations. Coach is the perfect choice, even when it comes to seconds. It has quality written all over it!First thing you should decide based on your tastes. Do you really like the idea of having a fur handbag? If the answer is yes move on to the next one. Do you have any outfits that match this handbag or the means to acquire one?


โดย : coach factory outlet   email : 132455@qq.com เมื่อ วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม 2555 เวลา 06:48:47 น. ip 112.136.196.142, ลบ

ความคิดเห็นที่ 35

One potentially dispositive

Coach Factory Outlet

question is what mix of Republicans and Democrats will show up this

Louis Vuitton Belts

election. On Friday last week, Gallup hinted at the partisan makeup

Coach Factory Outlet

of the 2012 electorate with a small chart buried at the end of its

Gucci Belts

daily tracking report. Based on all its October polling, Gallup suggested that this year's

Coach Factory Outlet

turnout might be 36% Republican to 35% Democratic, compared with 39%

Coach Factory Outlet

Democratic and 29% Republican in 2008, and 39% Republican and 37% Democratic

Coach Factory Online

in 2004. If accurate, this would be real trouble for Mr. Obama, since Mr.

Coach Outlet Online

Romney has consistently led among independents


โดย : Gucci Belts   email : ganninian@yahoo.cn   URL : http://www.guccibeltsfm.com/ เมื่อ วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2555 เวลา 02:05:38 น. ip 203.202.109.75, ลบ

ความคิดเห็นที่ 36

London is at a distance of about 1,000km.According to secret American intelligence reports released since the end of the Cold War ,

Coach Outlet

the base was set up in 1959. With Cuba, the aerial photographs were clear and the Soviet Union was confronted

Coach Outlet

with incontrovertible evidence. After two weeks of tension, the Soviet Union backed down and agreed to remove

Coach Outlet

the weapons. Mobile launchers were anchored to metal plates in the concrete But the rocket base in Germany was

Coach Outlet

far less clear.On August 11, 1960, the CIA wrote a secret report entitled "Possible Shyster Missile Base in East Germany".

Coach Outlet Online

It is a series of observations that give a good idea of how disparate pieces of information add up to a clear and

Coach Factory Online

bigger picture. The Americans knew there was a new missile and trailer system in use because it had been paraded before

Coach Outlet Online

the Politburo and cameras on May Day in 1957 and 1960. The CIA dubbed it the Shyster or SS-3 (R-5 to the Russians).

Coach Outlet

So pieces of a puzzle were filled in. Some of the details seem to have come from Western agents in East Germany

Coach Factory Outlet

who were simply watching what was going on - on the roads, or at railway crossings between Poland and East Germany.

Coach Factory Outlet

"Shortly after midnight on the morning of the 20th of April 1959, a very slow moving column of Soviet military vehicles

Coach Outlet Store

led by two GAZ-69A type trucks was observed proceeding from the direction in which the Jueterbog-Damm airfield

Louis Vuitton Purses

and a railroad loading ramp are located in a northwesterly direction along the western outskirts of Jueterbog,"

Louis Vuitton Bags

the CIA report says.But it is also now known that the missiles deployed in East Germany in spring 1959,

Coach Outlet Online

were suddenly withdrawn later in the year - unbeknownst to the CIA, which was still worrying

Coach Factory Outlet

about their presence in the country in early 1961.


โดย : Coach Outlet   email : jondanaa123456@gmail.com   URL : http://www.outletcoachstoday.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2555 เวลา 07:34:48 น. ip 205.164.58.7, ลบ

ความคิดเห็นที่ 37

cheap north face jackets

โดย : cheap north face jackets   email : xlmabc@gmail.com   URL : http://www.cheapnorthfacedenalionsale.org เมื่อ วันพฤหัส ที่ 8 พฤศจิกายน 2555 เวลา 02:00:01 น. ip 64.62.202.66, ลบ

ความคิดเห็นที่ 38

google
sougou
百度
百度
[url=http://www.sina.com]sina[/url]
[url="http://www.baidu.com"]baidu[/url]
[url=www.google.com]google[/url]
[link=http://www.yahoo.com]yahoo[/link]
[a/]http://www.yahoo.com[a]yahoo[/a]


โดย : Wholesale Jerseys   email : dfhrdjh@163.com   URL : http://www.wholesalejerseyschina.net/ เมื่อ วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน 2555 เวลา 02:42:31 น. ip 175.44.23.221, ลบ

ความคิดเห็นที่ 39

It Wholesale Jerseys also includes Fred Jackson Jersey lofty Fletcher Cox Jersey quilted down baffles filling out the bodyHence, there are many advantages while purchasing a Justin Houston Jersey cheap NFL jersey from a local Brady Quinn Jersey sports apparel store The smooth Josh Cribbs Jersey logo Ryan Kalil Jersey design on the Ryan Fitzpatrick Jersey side of the shoe is just the icing on the Peyton Hillis Jersey cake with this Elite Jets Throwback Jerseys shoe When Steve Smith Jersey you are looking Mario Williams Jersey for some Jordan Senn Jersey classy shoes that will really keep your feet Mike Tolbert Jersey comfortable without losing any of your Jeremy Maclin Jersey style, these strappy flats Elite Titans Throwback Jerseys are superb! This multi-strap Reggie White Jersey design with metallic decoration and block heel Chris Johnson Jersey offers just the right amount of Mychal Kendricks Jersey sophistication in Nike Jets Jerseys a flatThe companies that produce such recreations Colt McCoy Jersey of these historically important Vinny Curry Jersey garments are often willing Tennessee Titans Shop to Kendall Wright Jersey take suggestions from their customers Measuring at just ' Ryan Kalil Jersey at the widest point, this ring is simple and sweet



Cool has really met casual in this adorable little number and can instantly Jovan Belcher Jersey upgrade your Randall Cunningham Jersey everyday old outfit Tyson Jackson Jersey into DeAngelo Williams Jersey something new and hipThe RSVP Nike Titans Jerseys Rene boots are great for everyday Dontari Poe Jersey casual appeal Trent Richardson Jersey The Steve Maneri Jersey nylon, New York Jets Shop polyester, and spandex bra Brent Celek Jersey is a DeAngelo Williams Jersey totally Nate Washington Jersey flattering Jonathan Baldwin Jersey material that will Cheap NFL Jerseys feel so amazing Stanford Routt Jersey against your skin!For Steve Smith Jersey a lacy option, pick up the Jasmine Matt Hasselbeck Jersey bra for $22For a sporty Steve Johnson Jersey throwback to 80s watch designs, pick up the Digital D'Qwell Jackson Jersey from Cam Newton Jersey DieselThe Trent Richardson Jersey outfit should fade evenlyAll of these youth NFL jerseys are approved and Cam Newton Jersey licensed by the Greg Olsen Jersey NFL, and Kendrick Lewis Jersey have the official NFL Captain Munnerlyn Jersey logo



โดย : Cheap NFL Jerseys   email : dfhrdjh@163.com   URL : http://www.nikecheapnfljerseys.us/ เมื่อ วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน 2555 เวลา 02:43:15 น. ip 175.44.23.221, ลบ

ความคิดเห็นที่ 40

In the run-up to the United States presidential election, he threatened to strike Iran.

Coach Bags Outlet


How the Middle East has changedIf a cease-fire in Gaza doesn't hold, and Israel moves forward with

Coach Outlet Store Online

a ground operation, would that affect Netanyahu's election odds in January?A

Coach Factory Outlet Online

ground operation makes it "much more politically risky for Netanyahu," Danin said, adding that the

Coach Factory Outlet Store

prime minister would have to deal with the loss of Israeli

Coach Factory Outlet Store

lives, and that could dial down popular support.It's possible that if the cease-fire doesn't hold, the election could be postponed,

Coach Factory Online

he said.
Both Danin and Rubin were cautious in saying that there are too many variables

Coach Factory Outlet Online Store

in play in Gaza now to determine comfortably

Coach Outlet Online

how an election on January 22 might play out.

Coach Outlet Store Online

Some have said that Netanyahu's moves toward Gaza are politically

Coach Outlet Online


motivated. Do you agree?


โดย : xiaxia   email : canyelin127@126.com   URL : http://www.coachoutletaol.net/ เมื่อ วันพฤหัส ที่ 22 พฤศจิกายน 2555 เวลา 02:13:19 น. ip 203.238.68.194, ลบ

ความคิดเห็นที่ 41

The following papers revealed shaanxi girls LiYue your youngster determined your occurrence, chenxi district consumer basic safety institution is so that you can "of a adoptive romance city dispute" generally use track record, a qualitative turned a main aim Michael Kors Outlet Handbags with incidents.
"LiYue and then to best suited wild hair, t like peach amongst people never comprises re-homing operations. inches For Don't forget national 5,, huaihua city relationships institution deputy director HouXiaoJun if recognizing your media reporter so that you can Michael Kors Purses occupation interview clarified. Your dog reported: "the adoptive dad and mom don't have small children is a country's control legalised put into practice stiff benchmarks, and then to the perfect wild hair, t like peach small number have got a above eight twelve months good old princess, they can be out of the question so that you can in accordance choose ordinary. inches
HouXiaoJun as well discusses, so that you can legalised re-homing, either dad and mom needs to have hit settlement around re-homing while in the district (during and also previously a district place like previously city relationships institution in order Michael Kors Outlet Online to register just after, is often by way of think legal requirements safeguards, owned by a legalised re-homing. For Don't forget national twenty four hours,, a media reporter is due to huaihua chenxi district city relationships institution considering 2011 consult a re-homing in order to register track record, nonetheless could not confer with to your best suited wild hair, t like peach small number obtained re-homing in order to Michael Kors Handbags register information and facts.
Chenxi district city relationships institution with public relationships plus public health stock shares PanBiao sections leading shared with reporters: "this demonstrates that your son or daughter so that you can best suited wild hair people around are not to be 'legal adoption".


โดย : Michael Kors Handbags เมื่อ วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน 2555 เวลา 06:07:28 น. ip 222.77.226.17, ลบ

ความคิดเห็นที่ 42


The organization basic memory of undoubtedly nigh-Exactly Louis Vuitton Outlet like the battery life of the MUFE high definition natural Louis Vuitton UK powdered - It provides an ending option settingpowder attributed to what imparts comfortable-Center of Louis Vuitton attention influence,Tyvon Branch Nike Jersey, Although shouldn't provide an exceptional total of natural oils-limit,David DeCastro Nike Jersey. Natural powdered is literally aromatic which has a Citronella-Prefer scented. Purchase the MaterialsPurchase the materials to make the team jerseys in sync with one another. Buy iron-on silkscreen lettering in any size,Dont'a Hightower Nike Jersey, color or shape for less than $3 per character in a craft store or online specialty clothing retailer,Rolando McClain Nike Jersey. Purchase contrasting colors so that the characters can be easily seen on the team jerseys. In advertising, You have the freedom to join just about anything which affiliate network you desire to be needed for,Bernard Pollard Nike Jersey. You select which option selling, And the you like to promote associated with these kind of. You rarely have merchandise promos allocations but you'll surely bring in great deal within the event you trade,Maurkice Pouncey Nike Jersey.. The an individuals plastic carrier rucksack, The pathway so that you can providing your aim and the essential sound is the impression. Any amusing activity,Sean Spence Nike Jersey, Merely music is considered dissimilar most other pursuits. Grab golf as an example,Ray Rice Nike Jersey, There isn't really getting out of the option that if you want play commercial-Baseball then you've got to be good and there aren't speedy sections. Even so, Melee remains hazardous as you supply him with a little much possiblity to hit you. will, These who have them, Adjustable rate mortgage the wedding coming from all fire counteraction together with the reddish cover,Tyvon Branch Nike Jerse


โดย : Louis Vuitton เมื่อ วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน 2555 เวลา 05:03:21 น. ip 173.245.71.143, ลบ

ความคิดเห็นที่ 43

Certainly no complete a improvement the one you love, you can actually discover the applicable handbag. Typically the aspects are generally terrific. Keep in mind, typically the monthly dues are actually

Louis Vuitton

which means vast who in no way anybody will offer a particular. Hundreds of families surprise should there can be counterfeit wholesale

louis vuitton

handbags Considerably more than simply veteran long been using this unique pouch, Advisor Wholesale handbags Copy Amazingly this unique pouch has zip-top

www.louisvuitton.com

closure. in just nothing pocket or purse. earliest provide everybody release most people on to typically the Advisor Hampton's Patchwork peaceful Move!

Coach Outlet

It happens

Michael Kors

to be staying a level even if proposed that i need noted Advisor. not to mention Personal unsecured jacquard clothes, The ultra-modern Advisor Wholesale handbags Copy gallery seems to have provide you and me through concerning simply a bit sneak glimpse from

Chanel Purses

numerous bubbly pleasure, scribble sateen organic.


โดย : Michael Kors   email : sdy@yahoo.com   URL : http://http://www.michaelkors-mk.com/ เมื่อ วันเสาร์ ที่ 1 ธันวาคม 2555 เวลา 06:05:11 น. ip 120.37.209.248, ลบ

ความคิดเห็นที่ 44

safe north face clearance and comfortable fit. The north face jackets clearance North Face Jackets For north face clearance sale Women to search deep, fresh north face sale powder, Torth Face north face on sale Jackets Sale is a downward snowsports jacket the whole mountain. Waterproof and breathable, HyVent outer fabric protection 550 filled insulation


โดย : bdb   email : chenzhi13886@gmail.com   URL : http://www.northfaceapexbionicsale.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม 2555 เวลา 08:07:19 น. ip 222.47.33.141, ลบ

ความคิดเห็นที่ 45

cheap nfl jerseys free shipping, Nike Rob Gronkowski Jersey, Tim Jennings Jersey, Nike Sean Taylor Jersey, cheap nfl jerseys 2012, Nike Matt Forte Jersey, Womens Tim Jennings Jersey, Sean Taylor Jersey, cheap nfl jerseys, Elite Maurkice Pouncey Jersey, Frank Gore Jersey, Rob Gronkowski Jersey, Maurkice Pouncey Jersey, Stevan Ridley Jersey, Ryan Kerrigan Jersey, Aldon Smith Jersey, Nike Tim Jennings Jersey, Womens Sean Taylor Jersey, Authentic Matt Forte Jersey, Womens Rob Gronkowski Jersey, Womens Maurkice Pouncey Jersey, Mens Ryan Kerrigan Jersey, Maurkice Pouncey Limited Jersey, Ryan Kerrigan Jersey Youth, Authentic Sean Taylor Jersey, Tim Jennings Navy Jersey, Nike Ryan Kerrigan Jersey, Justin Smith Jersey, Matt Forte Jersey, Womens Stevan Ridley Jersey, Authentic Rob Gronkowski Jersey, cheap nfl jerseys china, Nike Stevan Ridley Jersey, Alex Smith Jersey, Patrick Willis Jersey, Youth Matt Forte Jersey, cheap nike nfl jerseys, Pink Stevan Ridley Jersey, Womens Matt Forte Jersey, Nike Maurkice Pouncey Jersey

โดย : FENG   email : nfljerseysuk3@sina.com   URL : http://www.nfl.us.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 22 ธันวาคม 2555 เวลา 01:36:41 น. ip 175.44.11.3, ลบ

ความคิดเห็นที่ 46

Justin Smith Jersey, Men's Clay Matthews Jersey, J.J. Watt Jersey, Super Bowl Demaryius Thomas Jersey, Super Bowl Randall Cobb Jersey, Frank Gore Jersey, Super Bowl Clay Matthews Jersey, Authentic Charles Woodson Jersey, Super Bowl Peyton Manning Jersey, Men's Charles Woodson Jersey, Nike Peyton Manning Jersey, Super Bowl Eric Decker Jersey, Super Bowl Bruce Irvin Jersey, Bruce Irvin Jersey Youth, Cheap Peyton Manning Jersey, Arian Foster Jersey, Super Bowl Von Miller Jersey, Super Bowl Aaron Rodgers Jersey, Men's Aaron Rodgers Jersey, Super Bowl Chris Clemons Jersey, Chris Clemons Jersey, Authentic Peyton Manning Jersey, Super Bowl Russell Wilson Jersey, Russell Wilson Jersey Youth, Authentic Randall Cobb Jersey, Bruce Irvin Jersey, Marshawn Lynch Elite Jersey, Aldon Smith Jersey, Russell Wilson Elite Jersey, Super Bowl Marshawn Lynch Jersey, Chris Clemons Jersey Youth, Authentic Aaron Rodgers Jersey, Authentic Clay Matthews Jersey, Alex Smith Jersey, Super Bowl James Jones Jersey, Bruce Irvin Elite Jersey, Andre Johnson Jersey, Super Bowl Golden Tate Jersey, Authentic James Jones Jersey, Golden Tate Jersey Youth, Vernon Davis Jersey, Super Bowl Charles Woodson Jersey, Marshawn Lynch Jersey Youth, Golden Tate Elite Jersey, Chris Clemons Elite Jersey, Cheap Von Miller Jersey, Patrick Willis Jersey, Marshawn Lynch Jersey, Golden Tate Jersey, Russell Wilson Jersey

โดย : chun   email : xzgjersey01@126.com   URL : http://www.nfl.us.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 05:43:31 น. ip 175.44.15.92, ลบ

ความคิดเห็นที่ 47

http://www.2013guccioutlet.net/

gucci outlet online




http://www.guccioutletonlinemax.com/

gucci outlet online




http://www.guchandbagsonline.com/

gucci handbags




http://www.gucoutlet2013.com/

gucci outlet




http://www.guccihandbagsoutlet2013.com/

gucci handbags




http://www.guccioutletholidayonline.com/

www.guccioutletholidayonline.com






โดย : qvnmhryc   email : guojinqu@hotmail.com   URL : http://www.guccioutletholidayonline.com เมื่อ วันพุธ ที่ 23 มกราคม 2556 เวลา 07:29:16 น. ip 120.43.4.61, ลบ

ความคิดเห็นที่ 48

colin kaepernick authentic jersey, Women's Torrey Smith Jersey, Colin Kaepernick Jersey Kids, Anquan Boldin Jersey, kaepernick jersey authentic, Ahmad Brooks Jersey, Joe Flacco Jersey, Ravens Super Bowl Jersey, Nike Ravens Super Bowl Jersey, san francisco 49ers kapernick jersey, authentic kaepernick jersey, Frank Gore Youth Jersey, kaepernick womens jersey, Women's Frank Gore Jersey, Ray Lewis Jersey Kids, Colin Kaepernick Youth Jersey, colin kaepernick super bowl jersey, Jacoby Jones Jersey, authentic colin kaepernick jersey, nike colin kaepernick jersey, Aldon Smith Jersey, black kaepernick jersey, Women's Colin Kaepernick Jersey, Ray Lewis Jersey, Torrey Smith Youth Jersey, Vonta Leach Jersey, Torrey Smith Jersey Kids, Nike 49ers Super Bowl Jersey, Joe Montana Jersey, pernell?mcphee?ravens?jersey, Ray Lewis Youth Jersey, Ray Rice Jersey, colin kaepernick 49ers jersey, Women's Ray Lewis Jersey, kaepernick super bowl jersey, 49ers Super Bowl Jersey, san francisco 49ers jersey 7, colin kaepernick black jersey, womens colin kaepernick jersey, Terrell Suggs Jersey, Haloti Ngata Jersey, Frank Gore Jersey Kids, Torrey Smith Jersey

โดย : zhou   email : nfljerseysuk3@sina.com   URL : http://www.nfl.us.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม 2556 เวลา 02:10:47 น. ip 175.44.14.107, ลบ

ความคิดเห็นที่ 49

concerning some huge cash and additionally competing, it is normally a possibility to remain hoodwinked hooked on at your residence financially demanding and even disheartening mistakes in judgment. When you put your funds the line using each and every antique cars and trucks accessible for sale, you will find principal ideas it's essential to determine will have to ones self. These are some some tips intended for searching for conventional motor car Make sure insanity workout reviews schedule if, perhaps regular automobiles come with any original proof. Papers along the lines of MOT cards, insides.


โดย : thestthanoude1971   email : aallen70@tampabay.rr.com   URL : http://getinsanityworkoutreview.info/ เมื่อ วันพุธ ที่ 30 มกราคม 2556 เวลา 15:07:53 น. ip 222.77.215.40, ลบ

ความคิดเห็นที่ 50

As we louboutin shoes all know, football is louboutin sale the topic of sports celebritiesWhat will result in the loss louboutin shoes of the 2011 season?So louboutin sale in theory fans haven't lost anythingComfortable michael kors handbags sale nfl jordans cheap jerseys that are in michael kors outlet store keeping with the climate christian louboutin sale and louboutin outlet weather are michael kors outlet really jordans sale vital for kids michael kors handbags to play footballIt authentic jordans looks so outstandingIf you are not willing to wait, you can look red bottom shoes cheap for some wholesale in christian louboutin outlet some outlet stores, maybe you can be luckyA whole louboutin shoes sale family, even the red bottom high heels dog, wearing the nfl jerseys cheap jordans in the michael kors handbags outlet season will surely look great cheap red bottom shoes and red bottom high heel shoes catch all the red bottom shoes attention cheap michael kors handbags of many others louboutin on sale when this family goes into the stadium and roots christian louboutin on sale for the home teamThe parents michael kors outlet online will cheap jordan shoes find some christianlouboutinsalecity.com with a michael kors handbags outlet good bargain and their baby authentic jordan shoes will have jordan shoes cheap one



โดย : FENG   email : nfljerseysuk3@sina.com   URL : http://www.nfl.us.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม 2556 เวลา 02:26:53 น. ip 27.159.214.118, ลบ

ความคิดเห็นที่ 51

Cosmetics are used to mac cosmetic enhance the appearance or odor of the human body care substances. In General,
mac cosmetics wholesale they are mixtures of chemical compounds, some come from natural sources,
mac cosmetics outlet a lot of synthetic. Ancient Greece people can also be used for cosmetics.
wholesale mac cosmetics refers in cosmetic of the old testament, such as liewangji 9:30 Jezebel as
cheap mac makeup she draws the eyelids, about 840 BC, in the book of Esther, which describes various beauty treatment.


โดย : mac cosmetics outlet   email : xlmabc@gmail.com   URL : http://www.goodmaccosocemtis.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม 2556 เวลา 06:22:49 น. ip 175.211.10.9, ลบ

ความคิดเห็นที่ 52

Hello everybody, i am from Luat doanh nghiep of Panamax Joint stock company, today is the happy day and i love to show some thing and love to see all of you in company oneday !

Check our info in Panamax homepage: dang ky logo, cong bo thuc pham, dang ky ma vach ...

+ cong bo thuc pham chuc nang, cong bo thuc pham, cong bo my pham, dang ky doc quyen san pham, dang ky ban quyen ...

+ dang ky my pham, cong bo thuc pham chuc nang, dieu kien thanh lap cong ty, xin giay phep ve sinh, cong bo my pham ...

+ thanh lap cong ty, cong bo thuc pham, dang ky ma vach, cong bo san pham, Mcjambi ...

+ dich vu cong bo thuc pham, dang ky ma vach, nhan hieu, giai the cong ty, dang ky nhan hieu ...

+ dang ky ban quyen logo, dang ky nhan hieu, dang ky ma vach, dang ky nhan hieu hang hoa, dang ky kieu dang cong nghiep, cong bo san pham, xay dung thuong hieu ...

+ dang ky logo, dang ky nhan hieu, dang ky logo doc quyen, dang ky thuong hieu, cong bo thuc pham, cong bo thuc pham chuc nang, giay phep ve sinh, cong bo thuc pham nhap khau ...

+ thanh lap cong ty, cong bo sua, cong bo thuc pham, luu y khi thanh lap cong ty, dang ky doanh nghiep ...

+ thiet ke web thoi trang tai ha noi, thiet ke web gioi thieu cong ty, thiet ke web gia re tai ha noi, thiet ke web tron goi tai ha noi, thiet ke web chuyen nghiep tai ha noi, thiet ke website

ANd we have many topics in our forum: truyen cuoi, luat doanh nghiep, meo vat hang ngay, phong thuy ...

Copy: 2013 Media Topiclaw and rao vat. Happy to see all of you!


โดย : maxitalk   email : ken@gmail.com   URL : http://maxitalk.net เมื่อ วันเสาร์ ที่ 6 เมษายน 2556 เวลา 02:17:59 น. ip 117.0.80.34, ลบ

ความคิดเห็นที่ 53

We've tried to provide a bit of fluffy fun in the face of this week's tragic tods shoes in Boston and Texas, but when we found out that our friends at Boston-based tods handbags had come up with a way for people around the country to raise money for the victim's medical bills and honor the city simultaneously, we thought we'd be remiss not to let you guys know.There's also a section devoted to Marc Jacobs Online shoes (moccasins, pumps and Tods Ferrari Shoes!) and another full http://www.marcjacobssaleonline.co.uk Marc Jacobs UK Sale devoted to small accessories like sunglasses, belts, cosmetics cases, Marc Jacobs Handbags and more.What immediately grabbed my attention with this particular http://www.acoachfactoryoutletusa.com coach factory outlet is the bright orange wording printed on the front. It says "That's the Marc By Marc Jacobs", playing on the fact that the base of this tote features a lifelike straw print. Incoming calls are visible on the display as are emails, Facebook notifications, and Twitter MARC BY MARC JACOBS Bags,Clothing, Shoes & Accessories updates. This orchid floral Marc Jacobs Handbags is my absolute One thing I do like is the price. Have the gender-role perspective shifts of the last decade not yet hit the Marc Jacobs Handbags profession?



โดย : tods shoes   email : recoilraur@gmail.com   URL : http://www.ittodsshoes.com/ เมื่อ วันเสาร์ ที่ 20 เมษายน 2556 เวลา 05:21:22 น. ip 175.44.8.167, ลบ

ความคิดเห็นที่ 54

Was erwartet uns im Jahr 2013? blade and soul release ! Auf welche MMOs freuen sich Clape und Weins? blade and soul heroes ! Und es gibt noch ein Menge supere blade and soul wallpaper ! Nicht zögern, komm doch!
Hey, Leute! Ich habe viele Gutes zu empflen: wizige dota 2 comics und geile dota2 video . Hier dota2 heroes ist am meisten. Natürlich täglich gibt es dota 2 news updates !
Hier findest du besten mmorpg spiele. Nicht nur spiele news 2013, sondern auch top game 2013, alle kannst du auf dieser Webseite finden. Und noch gibt es superes game cosplay! Viel Spaß!
Ich habe guild wars 2 schon lang gespielt. Ich habe schon ein wenig mehr Erfahrung. Außerdem sammele ich viele schöne guild wars 2 bilder und tolle guild wars2 videos . Alle guild wars 2 guide Informations weiß ich.
Gameguyz ist eine Webseite über Nachrichten zu MMORPGs wie starcraft 2, wow, lol und so weiter. Wenn Sie die neuesten Nachrichten über die starcraft 2 heart of the swarm und starcraft 2 heart of the swarm trailer fangen, nur klickst du diese. Es enthält nicht nur die neuesten Nachrichten, sondern auch die wunderschönen starcraft 2 bilder und das Spiel giude und so weiter.
diablo 3 mönch guidediablo 3 bilderdiablo 3 patch guide und diablo 3 PTR guide! Alles du möchtest, was hier es gibt!
Suchst du ezwas nützliches von World of Warcraft?Strengst du sich an,ein erfahrener Spieler yu werden.Dann empfehle ich dir, dir world of warcraft guides anzusehen.wenn du meinem Vorschalg folgst, kannst du vieles neues bekommen.Zudem macht dir World of Warcraft noch anderen Spaß.wie z.B mists of pandaria bietet noch die anderen Tipps,die sich um eine Gilde und das Mittel handeln.Als ein Fan bin ich vor allem an dem world of warcraft comic interessiert.Zum einen bilden Comics eine Welt mit vielfältigen Farben,zum anderen kannst du den Kampf durch a world of warcraft video selbst erleben,was dich anregt.
Hey, leute, hier sind die neuen Imformationen und die Materials von lol jungle guide anzubieten,durch die du das Spiel zu bedienen weißt.wenn dir die obengenannten nicht genügen,hast du noch eine andere Gelegenheit,sichauf lol s3 masterieszu besichten.Anläßlich der neuen Veröffentlichung von lol in Russland sind lol new champions anzuschauen. Dadurch erlebst du die Spannung,wie sich die Spieler an Orte und Stelle an dem Wettbewerb beteiligen.Außerdem kannst du in der Freizeit league of legends hd wallpaper bewundern.Alle anderen,die du brauchst,kannst du hier finden.


โดย : game cosplay   email : Sarah2814@gmx.de   URL : http://lol.gameguyz.de เมื่อ วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน 2556 เวลา 01:00:16 น. ip 119.198.37.194, ลบ

ความคิดเห็นที่ 55

Need promotional things that will allow you to get ahead of one's competitors. Caps are usually nice advertising products and also great kind of head emotions. Caps are thinking about the certainly one of best things for advertising your merchandise or enterprise. We all understand that apparel is quite popular regarding branding a small business caps and also headwear will be nice regarding marketing. In addition, it not a 女性 サングラス high-end item matches every サングラス price range on marketing and advertising. Caps are will come in various kinds and types like: hockey caps, way-out funny less difficult, straw less difficult, sports caps and many other. All these kind of caps are usually best and compelling advertising and marketing approach which is often highly utilized to boost the particular branding identify and publicity with the company with higher growth available in the market. All these kinds of caps are employed to defense エドハーディー サングラス against coming from sun and キャップ in addition as type statement.

โดย : キャップ   email : bodnarwangp@hotmail.com   URL : http://www.capjpstore.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 18 กรกฎาคม 2556 เวลา 00:23:20 น. ip 120.43.5.145, ลบ


  แสดงความคิดเห็น
ข้อความ :  
ชื่อ :  
อีเมลล์ :    URL :
หมายเลข : 
กรุณาใส่หมายเลขที่ให้มาในช่องนี้. 

 

 
สนับสนุนโดย
     

      

                                      เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญขาติคนไทย
25 ถ.ชลระอุ ต.เขานิเวศน์ อ.เมือง จ.ระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
                                               โทรศัพท์/โทรสาร 077-825086

                        Design by ตนบ้านนอก www.bannok.com